Saturday, July 18, 2015

การสร้างเสริมสุขภาพ

คือ กระบวนการเกื้อหนุนและสนับสนุนส่งเสริมให้บุคคลและกลุ่มคนมีความสามารถในการควบคุมดูแลสุขภาพของตัวเองและพัฒนาสุขภาพของตัวเอง จะเห็นได้ว่าการสร้างเสริมสุขภาพที่จะได้ผลดี บุคคลและกลุ่มคนต้องเป็นผู้กระทำเอง ไม่ใช่รอหรือหวังพึ่งบริการจากแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขเท่านั้น แต่คนจำนวนมากก็ยังมองเห็นว่าการสรางเสริมสุขภาพเป็นสิ่งที่เขาจะได้รับบริการจากแพทย์ ผมเองในฐานะแพทย์คนหนึ่งได้มีโอกาสตรวจรักษาผู้ป่วย เมื่อพบว่าผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวมากเกินไป

ผมก็จะแนะนำให้ลดน้ำหนักโดยการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย คนไข้จำนวนหนึ่งก็จะถามว่ามียากินไหม เพื่อจะได้ไม่ต้องออกกำลังกายและจะได้ไม่ต้องควบคุมอาหาร หรือผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง เมื่อได้รับคำแนะนำให้ควบคุมอาหารโดยลดการบริโภคไขมันหรืออาหารที่มีไขมันสูง คนไข้จำนวนหนึ่งอาจจะถามหายาลดไขมันในเลือดมากกว่าที่จะยอมควบคุมอาหารและออกกำลังกาย

บางกรณีสถานการณ์นี้จะชัดเจนยิ่งขึ้นในส่วนของคนไข้ที่มีสิทธิเบิกค่ายาและค่าที่ใช้สิทธิรักษาของกองทุนประกันสังคม นั่นหมายความว่าคนไทยจำนวนหนึ่งยังเห็นว่าสุขภาพเป็นเรื่องที่รักษาได้ โดยไม่คิดที่จะส่งเสริมสุขภาพตัวเองและป้องกันโรค เพราะคิดว่าเมื่อป่วยก็สามารถเบิกค่ารักษาได้ อย่างไรก็ตาม ผมก็ได้พบคนไข้ที่มีความเข้าใจส่งที่ผมอธิบายเป็นอย่างดีและปฏิบัติตามอย่างจริงจัง บางคนสามารถลดน้ำได้มากกว่า 5 กิโลกรมในเวลาเพียง 1 เดือน ย่อมแสดงว่าการเปลี่ยนแปลงที่ดีนั้นเกิดขึ้นจากตัวคนไข้เอง เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงจากภายใน (inside out) หากหวังแต่การเปลี่ยนแปลงโดยพึ่งหยูกยาและความช่วยเหลือจากภายนอกหรือจากบุคคลอื่นก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก (out-side in) ซึ่งจะไม่ยั่งยืน เมื่อความช่วยเหลือ คำแนะนำหรือหยูกยาหมดไป สุขภาพของเขาก็จะกลับมาแย่เดือนเดิมหรืออาจจะแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ ยิ่งเมื่อพิจารณากลยุทธ์พื้นฐานของการสร้างเสริมสุขภาพ 5 ประการ ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้แนะนำไว้ ก็จะยิ่งเห็นชัดเจนขึ้นกว่าการสร้างเสริมสุขภาพต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงจากภายในจึงจะเป็นไปได้และยั่งยืน

กลยุทธ์ที่ 1 คือ การกำหนดนโยบายสร้างเสริมสุขภาถเป็นนโยบายสาธารณะ ไม่ว่าเป็นองค์กรระดับใด การจะกำหนดนโยบายนี้ได้ต้องอาศัยความเข้าใจของผู้กำหนดนโยบาย Bi Bi Ol Te Re Hu To Ol หรือแรงผลักดันจากสมาชิกในองค์กรที่เห็นด้วยกับการมีนโยบายนี้ในจำนวนที่มากพอที่จะทำให้ผู้กำหนดนโยบายเห็นคล้อยตาม ความเห็นของผู้กำหนดนโยบายหรือของสมาชิกในองค์กรที่จะไปผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง กำหนดเป็นนโยบายดังกล่าว ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงภายในบุคคลนั้นเอง

กลยุทธ์ที่ 2 คือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ การจัดให้มีและคงไว้ซึ่งสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพเป็นผลต่อเนื่องจากการมีนโยบายที่เอื้อต่อสุขภาพ ตามด้วยการที่คนและกลุ่มคนมีความเข้าใจและจิตสำนึกที่ดีว่าการมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพจะช่วยสร้างเสริมสุขภาพเขาได้

กลยุทธ์ที่ 3 คือ การสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชน (ในกรณีของเรา ก็คือสถานประกอบการ) ข้อนี้เป็นข้อที่ชัดเจนว่า การสร้างเสริมสุขภาพจะต้องเป็นกิจรรมต่อเนื่องที่ชุมชนดำเนินการด้วยตัวเอง ในบางกรณีอาจจะอาศัยความช่วยเหลือทางการเงิน ทรัพยากรและทางเทคนิคจากภายนอก แต่ในระยะยาวชุมชนนั้นต้องดำเนินกิจกรรมนี้ด้วยตัวเอง หรือดียิ่งไปกว่านั้น เมื่อประสบความสำเร็จก็ถ่ายทอดประสบการณ์ความสำเร็จและเทคนิคการดำเนินงานให้กับชุมชนอื่นๆ ไปปฏิบัติตามหรือเลียนเยี่ยงอย่างในทางที่ดี

กลยุทธ์ที่ 4 คือ การพัมนาศักยภาพส่วนบุคคล กรณีนี้จะเห็นได้ชัดในเรื่องของการออกกำลังกายและการเลิกบุหรี่ว่าจะต้องเป็นสิ่งที่ปัจเจกชนแต่ละคนปฏิบัติเอง แพทย์และบุคลากรทางการแพทยืไม่สามารถออกกำลังกายแทนคนไข้และไม่สามารถเลิกบุหรี่แทนคนไข้ได้ คนจำนวนมากทราบถึงพิษภัยของการสูบบุหรี่แต่ไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้ อาจเป็นเพราะยังไม่มีความคิดในเชิงบวกว่าตัวเองสามารถกำหนดทางเลือกให้ตัวเองได้ว่าจะสูบบุหรี่หรือไม่ แล้วมีความเข้าใจที่จะเลือกทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพคือการเลิกบุหรี่

กลยุทธ์ที่ 5 คือ การปรับเปลี่ยนระบบบริการสุขภาพจากเชิงรับเป็นเชิงรุก หรือจากการซ่อมสุขภาพเป็นการสร้างสุขภาพ คนส่วนใหญ่อาจจะเข้าใจว่าข้อนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะบุคลากรทางการแพทยืและสาธารณสุขเท่านั้น ว่าจะต้องเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงานจากการเป็นผู้ให้บริการสุขภาพมาเป็นผู้ให้การสนับสนุนประชาชนให้มีความสามารถในการควบคุมและพัฒนาสุขภาพของประชาชนเอง

แต่ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือทัศนคติและวิธีคิดของประชาชนเองว่าจะต้องสร้างเสริมสุขภาพและไปพึ่งพาระบบบริการสุขภาพตั้งแต่ในขั้นตอนการสร้างเสริมสุขภาพ ไม่ใช่รอให้ป่วยแล้วจึงไปใช้บริการระบบสุขภาพเพื่อการรักษาพยาบาลเท่านั้น จะเห็นได้ว่า ในนิยามและแนวคิดกลยุทธ์พื้นฐานของการสร้างเสริมสุขภาพ แสดงให้เห็นความสำคัญของการปรับเปลี่ยนวิธีคิดและมุมมองเกี่ยวกับสุขภาพของคนทั้งหลาย จากแนวคิดที่ว่าเมื่อเจ็บป่วยให้ไปหาแพทย์ เป็นจะทำอย่างไรที่ตัวเองจะไม่เจ็บป่วย จะได้ไม่ต้องไปรักษาหรือฟื้นฟูสภาพ การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นและยั่งยืนต่อไปต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงจากภายในตัวบุคคลและกลุ่มคนเองเท่านั้น.

น้ำคาวปลาคืออะไร ?

ภายในมดลูกของคนเรามีลักษณะเป็นช่องว่างที่เรียกว่า โพรงมดลูกและมีเยื่อบางๆ บุหรือคลุมผนังของโพรงมดลูกอยู่จนทั่วคล้ายกับผ้ากำมะหยี่ที่บุอยู่ภายในกล่องซึ่งเยื่อดังกล่าวก็คือ เยื่อบุโพรงมดลูก นั่นเอง

เมื่อมีการตั้งครรภ์ ตัวอ่อนจะมีการฝังตัวอยู่ภายในเยื่อบุโพรงมดลูกดังกล่าวแล้วค่อยๆ โตขึ้นจนกลายเป็นตัวเด็กซึ่งเมื่อมีขนาดใหญ่มากก็จะมาลอยอยู่ในถุงน้ำคร่ำซึ่งอยู่ภายในโพรงมดลูก และยึดติดแน่นกับเยื่อบุโพรงมดลูก

ภายหลังการคลอด เยื่อบุโพรงมดลูกจะมีการฉีกขาดและหลุดลอกออกมา ซึ่งจะทำให้มีเลือดออกมาร่วมด้วย เยื่อบุโพรงมดลูกและเลือดที่ปนกันไหลออกมาให้เห็นทางช่องคลอดเรียกว่า น้ำคาวปลา นั่นเอง

น้ำคาวปลา

ระยะ 2-3 วันแรกหลังคลอด เลือดที่ไหลปนกับเยื่อบุโพรงมดลูกที่ลอกออกมาจะมีปริมาณค่อนข้างมาก จึงเห็นน้ำคาวปลาในระยะนี้มีสีค่อนข้างแดง หลังจากนั้นประมาณ 3-4 วันหลังคลอด เลือดจะออกน้อยลง ทำให้น้ำคาวปลามีสีจางลง ภายหลังคลอดประมาณ 10 วัน น้ำคาวปลาจะออกน้อยลงและภายในช่องคลอด เริ่มมีการสร้างตกขาวออกมาปนกับน้ำคาวปลา ทำให้น้ำคาวปลาในระยะนี้มีสีขาวปนเหลืองและเหนียวข้น

หลังจากระยะนี้น้ำคาวปลาก็จะหมด แต่จะมีตกขาวแทนซึ่งเป็นกลไกการเปลี่ยนแปลง ภายหลังคลอดตามปกติของคุณแม่นั่นเอง   Re Bi Ha Or Al Je ในคุณแม่ที่ได้รับการผ่าตัดคลอด คุณหมอจะเช็ดทำความสะอาดภายในมดลูกขณะผ่าตัดคลอดให้ด้วย ดังนั้นคุณแม่ที่ได้รับการผ่าตัดคลอดอาจจะมีลักษณะการเปลี่ยนแปลงของน้ำคาวปลาในระยะเวลาที่สั้นขึ้น อาจจะไม่ถึง 10 วัน บางคนเพียงแค่ 4-5 วัน น้ำคาวปลาก็อาจจะหายแล้วก็ได้

น้ำคาวปลาผิดปกติ

ลักษณะของน้ำคาวปลาที่ไม่เป็นดังที่กล่าวข้างต้นถือว่าเป็นน้ำคาวปลาที่ผิดปกติ ซึ่งที่พบได้บ่อยๆ มี 2 ชนิด คือ น้ำคาวปลาที่เคยจางลงแล้วกลับมามีสีแดงใหม่ และน้ำคาวปลาที่มีกลิ่นเหม็น

น้ำคาวปลาที่กลับมามีสีแดงใหม่

ส่วนมากแล้วเกิดจากการที่มีเศษรกค้างอยู่ในมดลูกหรือมีการอักเสบของเยื่อบุโพรงมดลูก ทำให้น้ำคาวปลา กลับมามีสีแดงใหม่หลังคลอด และเมื่อให้การรักษาโดยการขูดมดลูกแล้ว ปัญหาก็หายไป

สำหรับปัญหาว่าทำไมบางคนรกถึงค้างในมดลูกไม่ยอมคลอดเหมือนคนอื่นๆ สาเหตุที่พบบ่อยๆ ก็คือ การที่คุณแม่เคยมีการอักเสบติดเชื้อในมดลูกมาก่อน หรือเคยขูดมดลูกมาหลายครั้ง กรณีก็อาจทำให้ผนังของโพรงมดลูกไม่เรียบ มีแผล ทำให้รกเกาะติดแล้วลอกตัวได้ไม่ดี ทำให้มีปัญหารกค้าง

น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น

ปกติน้ำคาวปลาจะมีกลิ่นคาวเลือด แต่ถ้ามีกลิ่นเหม็นแสดงว่าน่าจะมีการติดเชื้อในมดลูก สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดการติดเชื้อน่าจะเกิดจากการที่ปล่อยให้น้ำเดินเป็นเวลานาน ซึ่งจะทำให้เชื้อโรคซึ่งอยู่บริเวณช่องคลอดเข้าไปในมดลูกได้ นอกจากนี้การตรวจภายในเป็นระยะๆ เพื่อดูว่าการเจ็บครรภ์คลอดของคุณแม่เป็นอย่างไรบ้าง ถ้าตรวจบ่อยครั้งก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย

ยาขับน้ำคาวปลา...จำเป็นไหม ?

ในอดีตมีความเชื่อว่าคุณแม่หลังคลอดถ้าน้ำคาวปลาออกมามากๆ ถึงจะดี เพราะเชื่อว่าจะได้ขับเลือดเสียออกจากร่างกายนั่นเอง ดังนั้นคุณแม่หลังคลอดจึงมักได้รับคำแนะนำ ให้รับประทานยาขับน้ำคาวปลาซึ่งมักเป็นยาดองเหล้าความเชื่อดังกล่าวผิดครับ คุณแม่ที่รับประทานยาดองเหล้ามากๆ ถ้าให้ลูกดูดนม ลูกจะได้รับแอลกอฮอล์ด้วย ถ้าดูดมากๆ ลูกก็จะเมาเหล้าไปด้วย

ในปัจจุบันหลังจากเด็กและรกคลอดแล้ว คุณหมอจะฉีดยาหรือให้ยาทางหลอดเลือด เพื่อให้มดลูกหดรัดตัวดี ก็จะเป็นการขับน้ำคาวปลาได้มากพอแล้ว เพราะฉะนั้นการกินยาขับน้ำคาวปลาจึงไม่จำเป็น ยิ่งในรายที่ผ่าคลอด คุณหมอจะทำความสะอาดในโพรงมดลูกให้ด้วยดังกล่าวแล้ว น้ำคาวปลาของคุณแม่ที่ผ่าตัดคลอดก็จะยิ่งน้อยลงไปอีก การรับประทานยาขับน้ำคาวปลาจึงไม่จำเป็นแต่อย่างใด

อวัยวะเราก็ต้องตอกบัตรเข้างานนะ !

อวัยวะในร่างกายของเราก็มีเวลาบัตรเข้างานนะ
01.00 น. – 03.00 น. เป็นเวลาของตับ
ขอบอกเลยว่า . . . ทุกคนควรนอนหลับพักผ่อนให้เป็นประจำในช่วงเวลานี้ให้ได้ เพราะตับจะหลั่งสารมีราโทนิน ที่จะทำให้หน้าอ่อนกว่าวัย เห็นมั้ยละว่าสำคัญแค่ไหน ที่สำคัญห้ามกินเด็ดขาดในเวลานี้เพราะจะทำให้ตับต้องทำงานหนักและเสื่อมเร็ว
03.00 น. – 05.00 น. เป็นเวลาของปอด
สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำคือ ตื่นนอน ลุกขึ้นมาจากเตียงแล้วออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ซะหน่อย เขาบอกว่าถ้าตื่นนอนช่วงนี้เป็นประจำจะทำให้ผิวพรรณดี
05.00 น. – 7 .00 น. เป็นเวลาของลำไส้ใหญ่
เพราะฉะนั้นควรขับถ่ายให้เป็นนิสัยทุกเช้า ถ้าคนไหนมีโรคประจำตัวคือท้องผูกกว่าจะถ่ายแต่ละทียากเย็นเหลือเกิน แนะนำว่าให้ลองดื่มน้ำผึ้งผสมมะนาว น้ำ 1 แก้ว + น้ำผึ้ง 1 ช้อน + น้ำมะนาว 4-5 ลูก
07.00 น. – 09.00 น. เป็นเวลาของกระเพาะอาหาร
จึงควรกินอาหารเช้าในช่วงเวลานี้ทุกวัน เพราะถ้าปล่อยให้ท้องว่าง กระเพาะอาหารจะอ่อนแอกลายเป็นคนตัดสินใจช้า ขี้กังวล ที่สำคัญจะหน้าแก่เร็วกว่าวัย น่ากลัวมากๆๆ
09.00 น. – 11.00 น. เป็นเวลาของม้าม
พูดน้อย กินน้อย และไม่นอนหลับ
11.00 น. – 13.00 น. เป็นช่วงเวลาที่หัวใจทำงานหนักที่สุด
ควรทำใจให้สบาย หลีกเลี่ยงสิ่งทึ่จะทำให้เครียด พยายามไม่ใช้ความคิดหนัก ถ้าต้องเครียดกับงานตรงหน้ามากนักก็ผ่อนคลายซะบ้าง
13.00 น. – 15.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้เล็ก
งดกินอาหารทุกประเภทให้ลำไส้เล็กได้พักผ่อน
15.00 น. – 17.00 น. เป็นเวลาของกระเพาะปัสสาวะ
ออกกำลังกายหรืออบตัวให้เหงื่อออก อย่ากลั้นปัสสาวะ
17.00 น. – 19.00 น. เป็นเวลาของไต
อาบน้ำทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่ควรออกกำลังกายหนัก
19.00 น. – 21.00 น. เป็นเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ
ควรหยุดทำงาน พักผ่อนทำสมาธิและสวดมนต์
21.00 น. – 23.00 น. เป็นเวลาของพลังงานรวม
ทำให้ร่างกายอบอุ่นนอนหลับให้ร่างกายพักผ่อนเต็มที่
23.00 น. – 01.00 น. เป็นเวลาของถุงน้ำดี
นอนหลับให้สนิท (ถ้าไม่หลับช่วงนี้มีโอกาสเกิดโรคมากมายและร่างกายจะทรุดโทรมไว)

วิธีช่วยกระดูกให้แข็งแรง    

“ทำอย่างไรดี ไปตรวจความหนาแน่นของกระดูกแล้วพบว่า กระดูกบางลง”

          โรคกระดูกพรุน คือ ภาวะที่มีเนื้อกระดูกบางตัวลง เนื่องจากมีการสร้างกระดูกน้อยกว่าการทำลายกระดูก ทำให้เสี่ยงต่อภาวะกระดูกหักหรือยุบตัวได้ง่าย โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก และกระดูกข้อมือ พบมากในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะสตรีที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป

          เมื่อเป็นโรคกระดูกพรุนจะทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ปวดหลัง กระดูกสันหลังยุบตัวลง หลังค่อม ตัวเตี้ยลง กระดูกแขนขาเปราะและหัก บางรายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง ทำให้พิการเดินไม่ได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดภาวะกระดูกพรุน เรามีวิธีบำรุงรักษากระดูกให้แข็งแรงมาฝากค่ะ

          1. รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง และ รับประทานแคลเซียมเสริม
ผู้ใหญ่อายุน้อยกว่า 50 ปี ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม อายุมากกว่า 50 ปี ต้องการแคลเซียมวันละ 1,200 มิลลิกรัม แหล่งที่มาของแคลเซียมได้จาก Bi Gu Bi Ol Cr Ti Gu อาหารหลายประเภท เช่น นม โยเกิร์ต ชีส ปลาตัวเล็กทอด กุ้งแห้ง กะปิ ผักคะน้า ใบยอ ดอกแค เต้าหู้แข็ง ถั่วแดง และงาดำ โดยทั่วไปการรับประทานอาหารไทยจะได้รับแคลเซียมประมาณ 400 - 500 มิลลิกรัมต่อวัน หรือน้อยกว่าครึ่งหนึ่งที่ร่างกายควรได้รับ จึงควรดื่มนมเสริม แต่หากไม่ได้รับแคลเซียมจากอาหารอย่างเพียงพอ แนะนำให้รับประทานแคลเซียมชนิดเม็ดซึ่งมีหลักการเลือกผลิตภัณฑ์เสริม แคลเซียมดังนี้

          1. ดูตัวยาสำคัญที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ ว่ามีวิตามินอื่นผสมหรือไม่ เพราะหากผสมวิตามินซี หรือวิตามินดีมากเกินไปอาจทำให้เกิดอันตราย
          2. ดูว่าใน 1 เม็ด ให้อนุมูลแคลเซียมเท่าไร เพราะร่างกายต้องการแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 800 มิลลิกรัม
          3. ดูว่าผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมอยู่ในรูปแบบใด เนื่องจากแคลเซียมละลายน้ำจะถูกดูดซึมได้ยาก ดังนั้นควรใช้ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมแบบเม็ดฟู่ เพราะจะละลายและดูดซึมได้ดีกว่าแบบธรรมดา
          4. ต้องดูว่าแคลเซียมในผลิตภัณฑ์เป็นเกลือแคลเซียมอะไร เนื่องจากเกลือแคลเซียมแต่ละชนิดจะดูดซึมต่างกันในสภาวะกรดในกระเพาะต่าง ๆ กัน เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต จะดูดซึมได้น้อยลงถ้าผู้ป่วยมีกรดในกระเพาะอาหารน้อย

อย่างไรก็ตาม การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อความปลอดภัย

          2. ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (weight-bearing exercise) อย่างสม่ำเสมอ ควรออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที โดยเฉพาะผู้สูงอายุและวัยหมดประจำเดือน เน้นการออกกำลังกายที่ลงน้ำหนัก เช่น เดินไกล วิ่งเหยาะๆ รำมวยจีน เต้นรำ เพื่อป้องกันการสูญเสียกระดูก การออกกำลังกายชนิดนี้ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น อีกทั้งยังทำให้กล้ามเนื้อและระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้นด้วย

          3. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน
ได้แก่ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ลดเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ เนื่องจากจะทำให้การดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ลดลง ระวังการใช้ยาสเตียรอยด์ และยาลูกกลอน ซึ่งมีผลทำให้เกิดกระดูกพรุนมากขึ้นได้

          4. ปรึกษาแพทย์เมื่อมีข้อสงสัย เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสม ส่งตรวจมวลกระดูกหรือความหนาแน่นของกระดูกในกรณีที่มีปัจจัยเสี่ยง และให้การรักษาเมื่อตรวจพบภาวะโรคกระดูกพรุน

          สุดท้ายคงต้องบอกว่า การเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงสามารถทำได้ทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนอายุ 30 ปี เป็นการป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนที่ดีที่สุดและต้องไม่ลืมว่าการออกกำลัง กายแต่พอเหมาะและรับประทานอาหารอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ท่านมีสุขภาพดีไปอีก นาน .

10 เมนูแนะนำทำทุกวันให้เป็นวันครอบครัว

หากร่างกายคนเรายังต้องการอาหารเพื่อการเจริญเติบโต แน่นอนว่าครอบครัวก็คงต้องการอาหารเหมือนกัน แต่อาจะเรียกว่าเป็นการอาหารทางจิตใจเพื่อที่จะหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวให้ดำเนินไปด้วยความสุข และความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน สำหรับ 10 เมนูที่จะเสิร์ฟในวันนี้ ลองดูสิว่าจะสามารถช่วยลดความขัดแย้ง และเติมความสุขในครอบครัวของคุณได้หรือไม่

1.เมนูรอยยิ้มพิมพ์ใจให้กัน : ครอบครัวที่มีรอยยิ้มให้กัน จะช่วยเพิ่มความรัก ความผูกพัน ความอบอุ่น และมีความสุข เป็นครอบครัวที่น่าอยู่ส่งผลให้เกิดความมั่นคงในครอบครัว ครอบครัวที่อยู่ร่วมกันแล้วยิ้มแย้มแจ่มใส่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดีให้แก่สมาชิก ทำให้มีอารมณ์ดี มีความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กจะเติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพ สำหรับครอบครัวที่มีเรื่องขัดแย้งกันหรือความไม่เข้าใจกัน รอยยิ้มจะช่วยผ่อนคลายความตรึงเครียด ลดความบาดหมาง และปัญหาต่างๆในครอบครัวให้น้อยลง ดังนั้นต้องอย่าลืม “ยิ้ม” ให้กันทุกวัน

2.เมนูกอดกันได้กอดกันดี : กอดเป็นสัมผัสแห่งความรักที่ถ่ายทอดทุกอารมณ์และความรู้สึก ความรัก ความอบอุ่น ความห่วงใย ซึ่งนักบำบัดจิตวิทยาครอบครัวได้กล่าวไว้ว่า คนเราต้องการกอดวันละ 4 ครั้ง เพื่อการดำรงชีวิต กอดวันละ 8 ครั้งเพื่อการดำเนินชีวิต และกอดวันละ 12 ครั้งเพื่อการเจริญเติบโต ดังนั้นการกอดจึงเป็นการสื่อสารแห่งความรักรูปแบบหนึ่งที่ทุกคนในครอบครัวควรมีให้กัน

3.เมนูคุยกันได้เหมือนคู่ซี้ : สร้างบรรยากาศความไว้วางใจให้เกิดขึ้นภายในบ้าน โดยพ่อแม่ควรเปิดใจเข้าใจธรรมชาติของลูก รับฟังให้มาก พูดจาดี มีน้ำเสียงรื่นหู ลดการออกคำสั่ง ให้ลูกมีเวลาส่วนตัวบ้าง วางตัวให้น่าเคารพ จะได้รับความไว้วางใจจากลูก พูดคุยได้ทุกเรื่องเหมือนเพื่อนสนิทไม่มีความลับต่อกัน    

4.เมนูดูทีวีด้วยกันบ่อยๆ : การดูทีวีเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สมาชิกทุกช่วงวัยในครอบครัวใช้เวลาร่วมกันได้การดูทีวีร่วมกันของครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของการจัดกระบวนการเรียนรู้สื่อโทรทัศน์ที่หลากหลาย หากพ่อแม่เอาใจใส่เวลาการดูทีวีของลูกอย่างใกล้ชิดก็จะสามารถใช้ทีวีเป็นสื่อที่มีคุณประโยชน์สำหรับเด็กๆได้

5.เมนูคอยให้กำลังใจ : สิ่งที่ครอบครัวควรมีเสมอไม่ว่าจะเจอปัญหาหนักหนาแค่ไหน นั้นคือการให้กำลังใจซึ่งกันและกันและทุกคนรู้ว่ามีกำลังใจรออยู่ที่บ้านเสมอ การกล่าวคำชื่นชมซึ่งกันและกันเป็นการสร้างกำลังใจอย่างหนึ่งที่สำคัญ รวมทั้ง 2 คำสำคัญต้องมีเสมอ นั้นคือคำว่า “ขอบคุณ” และ “ขอโทษ” นั่นเอง    

6. เมนูอยู่เคียงข้างไม่หนีหาย : “ครอบครัว”เป็นหน่วยที่สำคัญที่สุด ในการแก้ปัญหาทุกเรื่องโดยเฉพาะปัญหาหรือความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับสมาชิกภายในครอบครัว เพราะคำว่าครอบครัวนั้นหมายความว่า คุณไม่ได้อยู่คนเดียวครอบครัวเป็นเหมือนเกาะป้องกันความทุกข์ยาก  Bi Va Hu Gu Or Sa Me  ความเจ็บปวดสำหรับสมาชิกทุกคน ครอบครัวต้องเป็นแหล่งหรือสถานที่ที่จะอยู่เคียงข้างและช่วยเหลือให้เราฝ่าฟันความทุกข์ ปัญหาความยากลำบาก และอุปสรรคนานาประการไปได้    

7. เมนูบอกรักไม่เว้นวาย : การแสดงถึงความรักในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ อย่าลำบากใจที่จะพูดคำที่แสดงความรู้สึก เช่น รัก คิดถึง กับสมาชิกในครอบครัว เพราะคำพูดเหล่านี้เป็นสิ่งที่สมาชิกในครอบครัวอยากได้ยิน และเป็นคำที่สร้างความสุขให้เกิดขึ้นในครอบครัว โดยเฉพาะคำว่า “คิดถึง” “การบอกรัก” รวมทั้งการถามถึงสารทุกข์สุขดิบ การแสดงความเป็นห่วงเป็นใย ซึ่งคำพูดเหล่านี้ไม่ใช่แค่พ่อแม่ต้องทำให้ลูกเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ลูกต้องสื่อสารให้พ่อแม่ชื่นใจด้วย บอกรักกันยิ่งบ่อยยิ่งดี จะช่วยสร้างความรักความเข้าใจและลดความขัดแย้งในครอบครัวได้    

8.เมนูสะพายกระเป๋าไปเที่ยวกัน : การท่องเที่ยวเป็นกาใช้เวลาร่วมกันของสมาชิกในครอบครัวที่จะช่วยเติมพลังให้กับร่างกายและจิตใจ กระชับความสัมพันธ์ให้คนในครอบครัวได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น มีโอกาสพูดคุยกันมากขึ้นได้เรียนรู้และปรับตัวต่อสิ่งใหม่ๆร่วมกัน   

9.เมนูกินข้าวพร้อมหน้ากันทุกวัน : การกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันในครอบครัว เป็นเวลาแห่งความสุขของครอบครัว เพราะสมาชิกในครอบครัวจะได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเรียนรู้เรื่องราวต่างๆทำให้ความผูกผันและความสนิทสนมในครอบครัวมีเพิ่มมากขึ้นที่แต่ละครอบครัวควรกำหนด หรือตกลงกันไว้เลยว่า วันหนึ่งควรมีการกินข้าวร่วมกันอย่างน้อย 1 มื้อ    

และ 10.เมนูชวนกันไปออกกำลังกาย : การออกกำลังกายร่วมกันของคนในครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างน้อยสัปดาห์ 1-2 ครั้งหรือมากกว่า เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะช่วยประสานความสัมพันธ์ในการสร้างเสริมสายใยเห็นใจและความเข้าใจที่จะนำไปสู่ความอบอุ่นใจ ตลอดจนสุขภาพแข็งแรง และจิตใจที่ดีแก่ทุกคนในครอบครัว เป็นภูมิคุ้มกันโรคภัยไข้เจ็บให้กับตัวเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ   

10 เมนูที่ทุกคนในครอบครัวสามารถปฏิบัติตามได้ง่ายๆ ลองนำไปทำตามแล้วคุณจะรู้ว่าความสุขในครอบครัวคือสิ่งที่ทุกคนสามารถมอบให้กันและกันได้ตลอดเวลา อีกทั้งยังเป็นการป้องกันและลดความขัดแย้งระหว่างสมาชิกได้ด้วย หรือหากใครที่กำลังมีปัญหาอาจจะลองทำตามที่กล่าวไว้ข้างต้นบางครั้งการแก้ปัญหาในครอบครัวอาจจะเป็นเรื่องที่เล็กเท่าปลายเข็มไปเลยก็ได้ เพียงแค่เราอาจจะต้องมีการปรับมุมมองหรือเปลี่ยนทัศนคติดูบ้างเท่านั้น เพราะเรื่องในครอบครัวไม่ใช่เรื่องที่ต้องเอาชนะกัน แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องสร้างความเข้าใจ ความอบอุ่น ครอบครัวจึงจะน่าอยู่มากยิ่งขึ้น

ผู้ป่วยเบาหวานกับอาการปัสสาวะยาก

นอกจากในระยะแรกที่ผู้ป่วยเบาหวานจะมีอาการปัสสาวะบ่อยแล้ว ผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทยังมักจะมีปัญหาการทำงานของกระเพาะปัสสาวะผิดปกติหรือบกพร่องไปด้วย โดยที่ผู้ป่วยอาจจะมีหรือไม่มีอาการเกี่ยวกับการปัสสาวะลำบาก (bladder dysfunction) ก็ได้

เมื่อเป็นเบาหวานแล้ว ผู้ป่วยจำเป็นต้องเรียนรู้ และดูแลรักษาตัวเองอย่างมีวินัย โดยเฉพาะอาหารการกิน เพื่อคุมระดับน้ำตาลในเลือด  แผลกดทับ รวมทั้งความดัน โลหิต รวมทั้งอาการปัสสาวะลำบาก ซึ่งหากมีอาการ ผิดปกติเหล่านี้ จะต้องรีบปรึกษาแพทย์ อย่าปล่อยไว้ให้เรื้อรังเป็นอันขาด

สำหรับอาการแรกเริ่มที่จะสังเกตได้ คือ ไม่ค่อยรู้สึกปวดปัสสาวะนานๆ จึงจะรู้สึกปวดปัสสาวะครั้งหนึ่ง sp sp sp cl Vo Ol Te ต่อมาเมื่ออาการเป็นมากขึ้นอาจจะปัสสาวะเพียงวันละ 1 หรือ 2 ครั้ง อาการจะค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ อาการต่อมาจะรู้สึกเบ่งปัสสาวะลำบากต้องใช้แรงเบ่งมากและปัสสาวะออกได้ช้าลง ไม่ค่อยพุ่งตามปกติ สุดท้ายก็อาจจะมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่ได้ มีปัสสาวะเล็ดหรือราดออกมาโดยไม่รู้ตัว

การวินิจฉัยแยกโรคที่สำคัญคือต้องแยกอาการเหล่านี้ออกจากอาการที่เกิดจากการอุดตันของทางเดินปัสสาวะจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ต่อมลูกหมากโตในผู้ชาย ภาวะกระเพาะปัสสาวะไม่ทำงานในผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น

ส่วนการรักษาแล้วแต่อาการของผู้ป่วยแต่ละรายว่าเป็นมากน้อยเพียงใด อาจเริ่มตั้งแต่การฝึกการขับถ่ายปัสสาวะ การใช้ยาบางชนิด แต่ที่สำคัญและมีประโยชน์มากในผู้ป่วยที่มีอาการมากก็คือการหัดสวนปัสสาวะเอง ซึ่งสามารถฝึก ทำเองได้ไม่ยากเมื่อได้รับการฝึกสอนที่ถูกต้อง

สิ่งสำคัญสูงสุดต้องสังเกตอาการผิดปกติในร่างกาย และเรียนรู้ที่จะอยู่กับเบาหวานได้อย่างมีวินัยและมีความสุข

เผย 28 เคล็ดลับยาสมุนไพรรักษาโรค

แนะ! กระเทียม ช่วยลดไขมันในหลอดเลือดได้
          การใช้สมุนไพรเป็นยาบำบัดโรคนั้นอาจใช้ ในรูปยาสมุนไพรเดี่ยวๆ หรือใช้ในรูปตำรับ ยาสมุนไพร ปัจจุบันตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณที่กระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ใช้รักษาโรคได้มีทั้งหมด 28 ขนาน เช่น

          ยาจันทน์ลีลา ใช้แก้ไข้ แก้ตัวร้อน

          ยามหานิลแท่งทอง ใช้แก้ไข้ แก้หัด อีสุกอีใส

          ยาหอมเทพพิจิตร แก้ลม บำรุงหัวใจ

          ยาเหลืองปิดสมุทร แก้ท้องเสีย

          ยาประสะมะแว้ง แก้ไอ ขับเสมหะ

          ยาตรีหอม แก้ท้องผูกในเด็ก ระบายพิษไข้

สมุนไพรที่นิยมใช้เดี่ยวๆ รักษาอาการของโรคที่พบบ่อยๆ ได้แก่

          สมุนไพรแก้ไข้ ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด

          สมุนไพรแก้ท้องเสีย กล้วยน้ำว้า ทับทิม ฝรั่งดิบ

          สมุนไพรแก้ไอ มะแว้ง ขิง มะนาว

          สมุนไพรแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขมิ้นชัน แห้วหมู กระชาย

          สมุนไพรช่วยให้นอนหลับ ขี้เหล็ก ดอกบัวหลวง หัวหอมใหญ่

          สมุนไพรแก้เชื้อรา กระเทียม ข่า ชุมเห็ดเทศ

          สมุนไพรแก้เริม เสลดพังพอนตัวเมียและตัวผู้

สูตรสมุนไพรบำรุงผิวหน้า

          1.ว่านหางจระเข้ : บำรุงผิว ป้องกันฝ้า ลบรอยจุด      ด่างดำ รักษาสิว

          2.แตงกวา : สมานผิว ลบรอยเหี่ยวย่น

          3.มะเขือเทศ : สมานผิว ลดรอยเหี่ยวย่น จุดด่างดำ

          4.ขมิ้นสด : บำรุงผิวหน้าผุดผ่องสดใสอ่อนวัย  และช่วยให้สิวยุบเร็ว

          5.กล้วยน้ำว้าสุก : บำรุงผิวนุ่มเนียนอ่อนวัย

          6.หัวไชเท้า : ช่วยลดรอยฝ้าและกระให้จางหาย

สมุนไพรที่มีสารต้านเซลล์มะเร็ง

          มะกรูด ผักแขยง ขึ้นฉ่าย บัวบก ผักชีฝรั่ง กระชาย   ข่าใหญ่ มันเทศ ใบมะม่วง มะกอก เบญจมาศ แขนงกะหล่ำ แตงกวา พริกไทย ดีปลี โหระพา กะเพรา ใบตะไคร้ ถั่ว ผักแว่น ผักขวง เพกา ช้าพลู (ชะพลู) ลูกผักชี เร่ว เหงือกปลาหมอ ขมิ้นอ้อย หัวหอมแดง หอมหัวใหญ่ กระเทียม ฯลฯ


สมุนไพรที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ (วิตามินเอ ซี อี)

          วิตามินเอสูง ได้แก่ ใบยอ ใบย่านาง ตำลึง ผักกูด มะระ กระสัง ผักแพว ผักชีลาว ผักแว่น ผักบุ้ง เหลียงกระเจี๊ยบแดง แมงลัก ชะอม พริกชี้ฟ้าแดง แพงพวย ขี้เหล็ก ฯลฯ

          วิตามินซีสูง ได้แก่ มะขามป้อม ฝรั่ง มะปราง ขนุน ละมุด มะละกอ มะกอก ส้ม มะขาม ลูกหว้า พุทรา ฯลฯ

          วิตามินอีสูง ได้แก่ พวกธัญพืชต่างๆ เช่น งาดำ ข้าวซ้อมมือ จมูกข้าว ข้าวโพด ฯลฯ

          เบตาแคโรทีนสูง ได้แก่  แคร์รอต ฟักทอง แค กะเพรา แพชั่นฟรุต ขี้เหล็ก ผักเชียงดา ยอดฟักข้าว ผักแซ่ว ฯลฯ

สมุนไพรไทยและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่แสดงฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง

          พืชสมุนไพร บวบขม จำปีป่า ปลาไหลเผือก ทองพันชั่ง เจตมูลเพลิงแดง ราชดัด ฝาง แสมสาร ติงตัง ขมิ้นต้น  ฟ้าทะลายโจร กระเทียม ประยงค์ รงทอง ข่อย ขมิ้นชัน แกแล สมอไทย ขันทองพยาบาท

          เครือเถาวัลย์ ดองดึง โล่ติ้น เจตมูลเพลิงขาว มังคุด โทงเทง ทับทิม จำปา ไพล ปรู จำปีหลวง พลับพลึง สบู่ดำ แพงพวยฝรั่ง    สีเสียด กะเม็ง สมอพิเภก

สมุนไพรกับโรคความดันโลหิตสูง

          ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูงจะต้องได้รับการควบคุมดูแลจากแพทย์แผนปัจจุบัน และในการนำสมุนไพรมาใช้ใน ผู้ป่วยโรคความดัน  bo ea al sp sp ne ea โลหิตสูงจะต้องระมัดระวัง และจะต้องตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอจากแพทย์แผนปัจจุบัน สมุนไพรที่ใช้ขับปัสสาวะมีดังนี้

          หญ้าหนวดแมว ในใบของหญ้าหนวดแมวจะมีเกลือโพแทสเซียมปริมาณ 0.7-0.8% ใช้ใบอ่อนเป็นยาขับปัสสาวะที่มีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากเกลือโพแทสเซียมในใบอ่อนจะมีปริมาณสูง ตามตำรายาไทยใช้แก้โรคปวดตามสันหลังและเอว ใช้ขับนิ่วและลดความดันโลหิตสูง

ข้อควรระวัง

          1.เนื่องจากหญ้าหนวดแมวมีเกลือโพแทสเซียมสูงจึงไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ

          2.ควรใช้การชง ไม่ควรใช้การต้ม และควรใช้ใบอ่อน เพราะใบแก่จะมีเกลือโพแทสเซียมละลายออกมามาก มีฤทธิ์กดหัวใจ ทำให้หายใจผิดปกติได้

          3.ควรใช้ใบตากแห้ง ถ้าใช้ใบสดจะมีอาการคลื่นไส้และหัวใจสั่น

          4.ไม่ควรใช้หญ้าหนวดแมวคู่กับยาแอสไพริน เพราะจะทำให้ยามีฤทธิ์ต่อหัวใจมากขึ้น

          5.ก่อนการใช้ควรปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบันและได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัย

          หญ้าคา ในรากหญ้าคามีสารอะรันโดอินและไซลินดริน ทั้งกรดอินทรีย์หลายชนิด ตามตำรับยาไทยใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา โดยต้นหญ้าคาสด 40-50 กรัม (น้ำหนักแห้ง 10-15 กรัม) หรือ 1 กำมือ ต้มดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยชา (75 มิลลิลิตร)

          หมายเหตุ การใช้สมุนไพรขับปัสสาวะทุกชนิดต้องปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากการใช้ยาขับปัสสาวะเกินขนาดอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้

สรรพคุณสมุนไพรที่ช่วยลดไขมันในหลอดเลือด

          1.น้ำมันเมล็ดดอกคำฝอย จากการวิจัยในสัตว์ทดลองและในคนพบว่าน้ำมัน เมล็ดดอกคำฝอยช่วยทำให้ปริมาณคอเลส  เตอรอลในเลือดลดลงและลดการอุดตัน ไขมันในหลอดเลือดได้

          2.กระเทียม มีสารอัลลิซินที่มีฤทธิ์ลด ไขมันในหลอดเลือดได้ ซึ่งจะใช้กระเทียม ประมาณ 5-7 กลีบ รับประทานหลังอาหารทุกมื้อ เป็นเวลา 1 เดือน ปริมาณคอเลส เตอรอลในเลือดจะลดลง

          3.ถั่วเหลือง ในถั่วเหลืองจะมีกรด อะมิโน เลซิติน และวิตามินอีสูง จะช่วยลดระดับไขมันในหลอดเลือด

การปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดโรคเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ

          1.การรับประทานอาหารที่มีไขมันน้อย เช่น ปลา ผัก ผลไม้ อาหาร สมุนไพร ไม่รับประทานอาหารรสเค็มจัด

          2.การออกกำลังกายสม่ำเสมอ

          3.การพักผ่อนให้เพียงพอ

          4.ตรวจร่างกายประจำทุกปี

สรุปรายชื่อสมุนไพรที่ควรใช้ในรูปอาหารกับโรคเบาหวาน ได้แก่

          บอระเพ็ด มะระไทย ลูกใต้ใบ หญ้าใต้ใบ มะแว้ง เครือมะแว้ง ต้นตำลึง  ฟ้าทะลายโจร สะตอ ว่านหางจระเข้ แมงลัก อินทนิลน้ำ หอมใหญ่ กระเทียม หญ้าหนวดแมว เตยหอม ฝรั่ง ช้าพลู ขี้เหล็ก สะเดา ผักบุ้ง สักกำแพงเจ็ดชั้น มวกแดง-ขาว ชะเอมไทย รากลำเจียก รากคนทา

          หมายเหตุ - การรักษาโรคเบาหวานควรปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน เพราะการใช้ยาลดระดับน้ำตาลร่วมกับยาแผนปัจจุบันอาจจะทำให้น้ำตาลลดลงมากเกินไป เป็นอันตรายได้ จึงแนะนำให้ใช้สมุนไพรในรูปของการปรุงอาหารในชีวิตประจำวัน

สมุนไพรกับโรคเอดส์

          รายงานการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสมุนไพรรักษาโรคเอดส์มีการศึกษาเกี่ยวกับสมุนไพรหลายชนิด

          โปรตีนจากระหุ่ง แม้ว่าจะมีพิษแต่ก็มีผู้พบว่าส่วนหนึ่งของโปรตีน Ricin ซึ่งเป็นพิษคือ dg A สามารถจับ antibody ของ HIV ซึ่งทำให้ไปยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส โดยมีผลต่อเซลล์ปกติเพียง 1/1,000 ของเซลล์ที่มีไวรัส

          การค้นพบนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการพบยาที่ป้องกันหรือยืดเวลาในการเกิดโรคเอดส์

          Hypericum spp.

          พืชสกุลนี้บ้านเรามี บัวทอง (Hyperi cum garrettii Craib) มีผู้สกัดสาร Hypericin และ Pseudohypericin จากพืชนี้ พบว่ามีฤทธิ์ป้องกันการขยายตัวของไวรัสเอดส์

          Castanospermun australe

          Tyms และคณะได้พบว่าแอลคาลอยด์ 3 ชนิด มีผลยับยั้งเอนไซม์ที่ช่วยให้ไวรัสจับกับ T-cells ซึ่งสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย และแอลคาลอยด์ที่ให้ผลดีที่สุดคือ Castanospermine จาก Castanospermum australe ไม้ยืนต้นของออสเตรเลีย และสารนี้มีพิษน้อย มีฤทธิ์ข้างเคียง เช่น น้ำหนักลด ท้องเสีย

          ยังไม่มีสมุนไพรใดที่ใช้รักษาโรคเอดส์ได้จริงจัง ส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างการทดลอง ซึ่งบางอย่างก็ทดลองโดยไม่ถูกกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามการศึกษาสมุนไพร ก็เป็นแนวทางหนึ่งในการจะค้นพบยารักษาโรคนี้

เรื่องเบาๆ ที่ไม่เบาเมื่อเข้าห้องน้ำ

พอถึงวัยหนึ่งจะไม่ค่อยอยากไปเที่ยวนะครับ ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา เช่น เบื่ออยากอยู่บ้าน รำคาญรถติดและอีกเหตุผลยอดฮิตก็คือ “ห่วงเข้าห้องน้ำ”

เพราะบางท่านปวดแล้วรอไม่ได้ต้องรีบเข้าเลย หรือบางท่านปวดปัสสาวะบ่อยมากอั้นลำบาก ต้องหยุดรถบ่อย รวมความแล้วคือเรื่องระบบระบายมีปัญหา ส่วนใหญ่ที่ผู้ใหญ่เป็นคือเรื่อง “ปัสสาวะ” ครับ

ปัญหาเรื่องการถ่ายเบาเป็นปัญหาที่ทำให้หลายคนรู้สึก “ไม่เบา” เลยนะครับเพราะมันกลายเป็นสิ่งที่ขัดขวางการใช้ชีวิตอันแสนสุขไป ทำให้การนอนไม่เต็มตา ต้องลุกมาเข้าห้องน้ำ จะหลับจะนอนให้ต่อเนื่องก็สุดวิสัย เพราะตื่นมาแล้วก็ตาค้าง ต้องเลยตามเลยไปดังนั้น ครั้นเกิดปรากฏการณ์หนังไม่จบม้วนอย่างนี้ทุกคืนก็ทำให้สุขภาพแย่ครับ มึนหัว ความดันขึ้น หงุดหงิด ใจสั่น สารพัดสารพันปัญหาสุขภาพเข้ามา แค่เริ่มจากปัญหา “เบา” เพียงเท่านั้น

อาการเบาแยกตามเพศ

อาการปัสสาวะผิดปกตินี่ต้องดูแยกเพศกันครับเพราะบุรุษและสตรีจะมีอาการเบาที่เฉพาะแตกต่างกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าสตรีอาจมีปัสสาวะขัดร่วมกับตกขาว แต่บุรุษจะมีร่วมกับมูกหรือหนองจากปลายท่อปัสสาวะได้ วันนี้เลยขอแบ่งลักษณะความผิดปกติไว้ให้ท่านดูง่ายๆ นะครับ

สตรี

ปัสสาวะบ่อยและขัด นึกถึงทางเดินปัสสาวะติดเชื้อ ปัสสาวะขุ่น อาจเป็นกรวยไตอักเสบ, โรคแพ้ภูมิตัวเอง

ปัสสาวะปนเลือด พบได้ในกระเพาะปัสสาวะอักเสบเฉียบพลัน

ปัสสาวะและปวดท้องน้อย ปวดหลังมีไข้ นึกถึงกรวยไตอักเสบติดเชื้อ

บุรุษ

ปัสสาวะไม่พุ่ง ไม่สุด นึกถึงต่อมลูกหมากโต, มะเร็งต่อมลูกหมาก

ปัสสาวะแสบ มีหนอง น่าจะเป็นท่อปัสสาวะติดเชื้อ, หนองในเทียม

ปัสสาวะออกน้อยและบวม ระวังภาวะไตเสื่อมและโรคไต

ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน เบาหวานหรือต่อมลูกหมากโต

ทั้งหมดคือเรื่องปัสสาวะผิดปกติที่พบบ่อยครับ ที่จริงยังมีอาการที่พบมากในผู้สูงวัยอีกข้อก็คือเรื่องการ “กลั้นปัสสาวะไม่อยู่” บางท่านจะมีอาการ “กระเพาะปัสสาวะไว" (Overactive bladder) ซึ่งอาการที่ว่าสามารถแก้ได้ด้วยการกินยาและฝึกออกกำลังอุ้งเชิงกราน (Kegel exercise)

ความรู้สึกผิดปกติในร่างกายหลายอย่างสังเกตยากครับsp sa ea sp ea ec sp   แต่ธรรมชาติได้ให้ปัสสาวะไว้ให้เราใช้ดูความผิดปกติข้างในแล้ว ถ้าท่านหมั่นสังเกตโดยเหลียวมองกลับไปสักหน่อยหลังจากเข้าห้องน้ำ ท่านอาจวินิจฉัยบางโรคได้เองโดยไม่ต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญเลย เป็นเคล็ดลับบำบัดเรื่องเบาๆ ครับ

น้ำในหูไม่เท่ากัน โรคอันตรายที่ควรรู้

รู้สึก วิงเวียน รู้สึกหมุน อ่อนแรง  อย่านิ่งนอนใจ ชี้เสี่ยงเป็นได้

                แย่แล้ว แย่แล้ว!! คุณมีอาการเหล่านี้หรือเปล่า ???  รู้สึกวิงเวียน โลกหมุนได้ทั้งใบทั้งๆ ที่หลับตา และเมื่อลืมตาขึ้นก็ยังไม่หยุดหมุน... หรือเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังเคลื่อนไหวทั้งที่จริงแล้วคุณกำลังยืน นั่ง หรือนอนอยู่กับที่โดยไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆ เลย  และเริ่มรู้สึกว่าทุกอย่างที่กำลังทำมีการเคลื่อนไหวมากกว่าที่เราขยับจริงแล้วละก็ นั่นเป็นสัญญาณเตือนบ่งบอกให้คุฯรู้ว่า ระบบการทรงตัวของร่างกายในหูชั้นใน ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยรักษาการทรงตัวของร่างกาย รักษาการมองเห็นให้คงที่ ควบคุมการเคลื่อนไหวของคุณเริ่มมีปัญหาแล้ว และนี่บ่งบอกได้ว่าคุณกำลังเป็น “โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน” แล้ว

              “โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน” เป็นโรคที่แรงดันน้ำในช่องหูชั้นในผิดปกติ ของเหลวที่อยู่ภายในส่วนที่เป็นเยื่อหุ้มภายในจะคั่งมาก ทำให้การไหลเวียนไม่สะดวก แรงดันที่เพิ่มขึ้นในหูชั้นในจะขัดขวางการทำงานของกระแสประสาทที่เกี่ยวกับการได้ยินและการทรงตัว ทำให้สูญเสียการได้ยินและความสมดุล จึงทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะขึ้น เมื่อแรงดันมากขึ้นผู้ป่วยจะรู้สึกตึงๆ ในหูข้างที่ผิดปกติ


            โรคแรงดันน้ำในช่องหูชั้นในผิดปกติ ส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ในกลุ่มที่ทราบสาเหตุจะเรียกว่า กลุ่มอาการมีเนีย ได้แก่ โรคซิฟิลิส หูน้ำหนวก เป็นต้น เพราะฉะนั้นโรคนี้จึงรักษาไม่หายขาด เพียงแต่สามารถรักษาอาการเวียนศีรษะให้หายเป็นปกติได้เท่านั้น อาการผิดปกติอาจเกิดขึ้นกับหูเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ ระยะแรกๆ มักเป็นข้างเดียว แต่เมื่อเป็นนานๆ เข้า โอกาสที่หูข้างที่สองจะเป็นร่วมด้วยก็มีมากขึ้น

            ส่วนอาการของโรคที่พบบ่อยๆของโรคน้ำในหูไม่เท่ากันจะเริ่มต้นกันด้วยอาการเวียนศีรษะที่รู้สึกเหมือนกำลังหมุนไปพร้อมๆกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออก ลักษณะอาการคือจะเกิดขึ้นในทันทีทันใด อาจจะเป็นอยู่นานกว่า 20 นาที ถึง 2-3 ชั่วโมง อาการดังกล่าวมักเป็นรุนแรง แต่ไม่ทำให้หมดสติหรือเป็นอัมพาต เมื่อหายเวียนศีรษะ ผู้ที่เป็นจะมีความรู้สึกเหมือนเป็นปกติ

ต่อมาเป็นอาการ หูอื้อ อาจจะเป็นชั่วคราวหรือถาวรก็ได้ ถ้าเป็นระยะแรกๆ จะสูญเสียการได้ยินแค่ชั่วคราว หลังจากหายเวียนศีรษะแล้ว การได้ยินจะกลับมาเป็นปกติ แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะบ่อยๆ หรือเป็นมานาน อาการหูอื้อมักจะเป็นถาวร บางครั้งอาจถึงขั้นหูหนวกไปเลยก็เป็นได้

อาการที่มีเสียงดังในหูและ อาการตึงๆ ภายในหูคล้ายกับมีแรงดัน ผู้ป่วยจะมีเสียงดังในหูข้างที่ผิดปกติ และจะเกิดแรงดันของน้ำอาการของโรคน้ำในหูไม่เท่ากันนี้อาจเป็นได้ตลอดเวลาหรือเป็นเฉพาะขณะที่เวียนศีรษะ

แล้วเมื่อเป็นแล้วควรทำอย่างไร.....

               ง่ายๆ เพียงมีการควบคุมอาหาร ลดอาหารที่มีรสชาติเค็ม โดยจำกัดเกลือ ขอแนะนำนะค่ะว่าให้เติมเกลือลงในอาหารวันละไม่เกิน 2 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชาเท่านั้น   ส่วนการรักษาโดยการใช้ยาเรามีหลายชนิดมาแนะนำเช่นกันค่ะไม่ว่าจะเป็น  ยาขับปัสสาวะ เพื่อลดสภาวะอาการบวมและคั่งของน้ำในหูชั้นใน   ยาลดอาการเวียนศีรษะและคลื่นไส้อาเจียน ควรใช้ในขณะที่มีอาการเท่านั้น   ยากล่อมประสาทและยานอนหลับ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลายและนอนหลับได้เป็นปกติ และ   ยาขยายหลอดเลือด เพื่อช่วยลดอาการบวมและคั่งของน้ำในหูชั้นใน
      
               หากยังไม่ดีขึ้นก็ควรที่จะไปรับการรักษาจาก แพทย์เพื่อที่จะรับการพิจารณาและทำการผ่าตัดต่อไป แต่สิ่งที่ดีที่สุดของการรักษาคุณควรที่จะรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่และทำร่างกายให้แข็งแรง สมบูรณ์ เพียงแค่นี้โรคต่างๆก็ไม่สามารถมาเคาะประตูหน้าบ้านของคุณได้แล้ว