ถ้าพูดถึงปัญหาสุขภาพปากและฟัน "ฟันผุ" ถือเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่หลายคนกังวลใจ ลองไปดูว่าเราจะจัดการหรือแก้ปัญหาเรื่องฟันผุอย่างไรดี
1. ฟันผุเกิดจากอะไร
ฟันผุ เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการทำลายแร่ธาตุ (Demineralize) ของโครงสร้างของฟัน ที่มีสาเหตุมาจากการสร้างกรดของแบคทีเรียเพื่อมาย่อยเศษอาหารที่ตกค้างหลังจากที่เราทานอาหารเข้าไปนั่นเอง หรือที่มีการอธิบายว่าเกิดจาก "แมงกินฟัน" นั้น ก็อาจจะถือได้ว่าไม่ไกลจากข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ซะทีเดียว
2. ปัจจัยใดบ้างที่ทาให้เกิดฟันผุ
ถ้าตอบตามหลักตามวิชาการ ก็จะมี 3-4 ปัจจัยหลัก ก็ได้แก่ 1.ฟันและสภาพช่องปากของเรา 2.เชื้อแบคทีเรีย 3.อาหารโดยเฉพาะพวกน้ำตาล และปัจจัยสุดท้ายที่เกี่ยวข้อง คือ เรื่องของเวลาในความหมายของความถี่ในการบริโภคนะครับ
3. ส่วนไหนของฟันที่มักพบว่าผุได้มากกว่าส่วนอื่น
ฟันของเรามีส่วนที่ราบเรียบ และส่วนที่เป็นหลุมร่องฟันต่างๆ ซึ่งส่วนหลุมร่องนี่แหละ ที่มีโอกาสจะเกิดฟันผุได้ง่ายเพราะเป็นตำแหน่งที่มีโอกาสที่เศษอาหารที่ตกค้างจะสะสมอยู่และมักจะไม่สามารถทำความสะอาดได้หมดจึงทำให้เกิดฟันผุได้ง่าย นอกจากนี้ตำแหน่งที่เรียกว่าซอกระหว่างฟัน หรือด้านประชิดของฟัน คือตำแหน่งที่ฟันอยู่ติดกับฟันซี่อื่น ก็มักจะมีฟันผุได้ง่ายเช่นกัน ซึ่งฟันผุในลักษณะนี้จะมีการลุกลามอย่างรวดเร็ว และในหลายๆ กรณีมักจะเกิดฟันผุติดกัน ทั้ง 2 ซี่
4. ถ้าฟันผุแล้วไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น
ปัญหาที่เกิดตามมาจากฟันผุมีเยอะมากครับ ถ้าฟันผุลึกมากๆ เราก็จะมีอาการเสียวฟัน ปวดฟัน บางกรณีก็จะมีปัญหาเรื่องบุคลิกภาพ เช่น เรื่องการมีกลิ่นปาก ปัญหาเรื่องความสวยงาม นอกจากนี้ หากมีฟันผุลึกมากจนทะลุประสาทฟัน เนื้อเยื่อในบริเวณช่องปากก็จะเกิดการติดเชื้อหรืออักเสบ มีอาการปวดร่วมกับมีการบวม การมีตุ่มหนอง ซึ่งอาจนำมาซึ่งปัญหาที่มีความร้ายแรง อื่นๆ ต่อได้ เช่น ฟันโยกจนต้องถอนฟัน หรือเกิดการติดเชื้อลามเข้าสู่ระบบอื่นๆ ของร่างกายได้
5. มีวิธีป้องกันฟันผุวิธีใดบ้าง
เรื่องที่ทุกๆ ท่านทราบกันดีอยู่แล้วครับ หากพิจารณาจาก 3-4 ปัจจัยที่ทำให้เกิดฟันผุนั้น ปัจจัยจากเชื้อโรคเราคงควบคุมไม่ได้มาก ปัจจัยจากตัวฟันเราควบคุมได้ในระดับหนึ่ง เช่น การเคลือบหลุมร่องฟัน แต่สิ่งสำคัญคือปัจจัยจากอาหารที่เราทานเข้าไปทุกวัน St
Ka
to
sp
sa
ea
sp ซึ่งถ้าเราสามารถทำความสะอาดได้เกลี้ยงดี จนไม่เหลือเศษอาหารตกค้าง ก็จะไม่ทำให้เชื้อแบคทีเรียมาย่อยสลายจนเกิดกรดมาทำลายเนื้อฟันได้ ดังนั้น การทำความสะอาดฟันที่มีประสิทธิภาพก็จะช่วยลดโอกาสการเกิดฟันผุได้ ได้แก่ การแปรงฟันอย่างถูกวิธีโดยใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ร่วมกับการใช้ไหมขัดฟัน
นอกจากนี้ เรื่องพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ทานอาหารจุบจิบ อาหารระหว่างมื้อ การเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ การไม่สูบบุหรี่ การไม่ใช้ฟันผิดหน้าที่ เช่น การใช้ฟันเปิดขวด (หรือการแข่งใช้ฟันยกของหนักๆ หรือลากรถเพื่อทำสถิติ!) การไม่ไปรับการรักษาที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เช่น การจัดฟันแฟชั่น การทำฟันปลอมเถื่อน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยลดโอกาสในการเกิดฟันผุและรวมไปจนถึงปัญหาอื่นๆ ของสุขภาพช่องปากได้ด้วย
ผู้คนทั่วไป มักละเลยไม่เอาใจใส่สุขภาพช่องปาก เห็นว่าปัญหาเช่นฟันผุนั้นไม่ร้ายแรง ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาโรคในช่องปากนำมาซึ่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตโดยตรงทั้งทางร่างกาย อารมณ์จิตใจ ทางด้านสังคม เช่น ความมั่นใจ บุคลิกภาพ เด็กที่มีปัญหาฟันผุมากๆ ก็มักจะมีปัญหาในด้านการเจริญเติบโต บางทีอาจถึงขั้นต้องหยุดเรียนจนเสียการเรียนไป หรือหากเป็นผู้ใหญ่ที่ละเลยปล่อยให้ปัญหาฟันผุลุกลามไปมาก ขั้นตอนการรักษาก็ยิ่งต้องซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เพิ่มภาระทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาในการรักษาที่นานมากขึ้น
ทั้งที่ในความจริงแล้ว เราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ ด้วยการดูแลสุขภาพช่องปากของเราให้ดี การทำความสะอาดช่องปากอย่างถูกวิธีและทั่วถึง หมั่นเอาใจใส่ตรวจดูฟันของเราอยู่เสมอ และควรไปพบทันตแพทย์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อตรวจหรือให้การรักษาในขณะที่ปัญหาหรือโรคต่างๆ ยังไม่รุนแรง เพื่อสุขภาพช่องปากที่ดีจะอยู่คู่กับเราไปนานๆ
ดื่ม 'น้ำขิง' มีประโยชน์
คลายเครียดช่วยย่อยอาหาร
ความเครียด เป็นภาวะที่ไม่มีใครอยากประสบพบเจอ แต่เชื่อว่าทุกคนต้องเคยผ่านความเครียดกันมาแล้วไม่มากก็น้อย และแต่ละคนก็จะหาวิธีคลายเครียดที่แตกต่างกันออกไป วันนี้เคล็ดลับสุขภาพดีจึงขอแนะนำ วิธีคลายเครียดด้วยการดื่มน้ำขิง เพื่อผ่อนคลายที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายเนื่องจากขิงเป็นสมุนไพรมากสรรพคุณที่เราสามารถหารับประทานได้ง่าย ๆ แถม รสชาติก็เผ็ดร้อน กลิ่นก็หอมถูกปากถูกใจคนไทยอย่างเรา ๆ เสียด้วย
ขิงเป็นพืชล้มลุกมีลำต้นใต้ดินมีลักษณะคล้ายมือหรือที่เรียกว่า “เหง้า” เปลือกเหง้ามีสีเหลืองอ่อนแต่เนื้อภายในมีสีเหลืองอมเขียว จัดเป็นพืชตระกูลเดียวกันกับข่า ขมิ้น โดยขิงอ่อนมีสีขาวออกเหลือง รสเผ็ดและมีกลิ่นหอม ยิ่งแก่จะยิ่งมีรสเผ็ดร้อน ลักษณะเป็นกอสูงประมาณ 90 เซนติเมตร ก้านใบเป็นกาบหุ้มซ้อนกัน ใบ เป็นใบเดี่ยวออกสลับเรียงกันเป็นสองแถว มีรูปร่างคล้ายใบไผ่ ปลายใบเรียวแหลม ดอก มีสีขาวออกเป็นช่อบนยอดที่แยกออกมาจากลำต้น ดอกมีลักษณะเป็นทรงพุ่มปลายดอกแหลม มีเกล็ดอยู่รอบ ๆ ดอกจะแซมออกมาตามเกล็ด ผล มีลักษณะกลมแข็ง
ขิงมีคุณสมบัติ ขับลม แก้ท้องอืด จุกเสียด แน่นเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียน หอบ ไอ ขับเสมหะ ซึ่งสารสำคัญในน้ำมันหอมระเหย จะออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ โดยวิธีนำมาทำยารับประทานใช้ขิงแก่ทุบหรือบดเป็นผง ชงน้ำดื่ม แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน แก้จุกเสียด แน่นเฟ้อได้ ส่วนขิงสดช่วยย่อยอาหาร เนื่องจากทานมากจนเกินไปหรือมีอาการเมารถ โดยวิธีทำยารับประทานนำขิงสดมาทุบให้แหลก คั้นเอาแต่น้ำผสมกับน้ำมะนาวครึ่งช้อนโต๊ะ และเกลือประมาณหยิบมือ ดื่มทันทีจะช่วยลดแก๊ส แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติหรือจะจิบแก้ไอ ขับเสมหะก็ได้ นอกจากนี้การดื่มน้ำขิงร้อน ๆ ต้มหอม ๆ กลิ่นของมันยังช่วยทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดได้ดีอีกด้วย
ทั้งขิงแก่และขิงอ่อนยังให้สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราอีกมากมาย เช่น พลังงาน โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส ฯลฯ หากใครจะนำขิงไปปรุงอาหารเป็นขิงผัดเครื่องในไก่ หรือใส่ขิงรับประทานกับโจ๊กก็อร่อยแถมได้ประโยชน์เช่นกัน แต่ข้อควรระวังคือขิงแก่จะมีรสชาติเผ็ดร้อนกว่า ขิงอ่อน หากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปอาจมีอาการเผ็ดร้อนจนน้ำหูน้ำตาไหลได้.
No comments:
Post a Comment