Saturday, July 18, 2015

"อาหาร" เรื่องคาใจผู้ป่วยมะเร็ง

ท่านคงได้รับข้อมูลจากการบอกเล่าหรือการอ่านว่า การเลือกรับประทานอาหารสามารถป้องกันหรือรักษาโรคมะเร็งอย่างได้ผล ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว เราควรจะเลือกรับประทานอาหารบางอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นมะเร็ง หรือถ้าเป็นโรคมะเร็งแล้ว ควรจะเลือกบริโภคอาหารอะไรเพื่อช่วยควบคุมโรค

คำถามเหล่านี้ เป็นคำถามที่ผู้ป่วยจำนวนมากในปัจจุบันถามต่อแพทย์ผู้รักษา โดยหวังว่า แพทย์สามารถให้คำตอบได้ว่า ควรจะรับประทานอาหารอย่างไรเพื่อให้ผลการรักษาได้ผลดีที่สุด

ศ.นพ.พรชัย โอเจริญรัตน์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า ร่างกายคนเราต้องการอาหารที่หลากหลาย เพื่อนำสารอาหารไปใช้ประโยชน์ได้ทั่วร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยมะเร็งหรือคนปกติก็ควรกินให้ได้ครบ 5 หมู่

 “โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีคำถามบ่อยๆ ว่า ต้องงดเนื้อสัตว์หรือไม่ จริงหรือที่กินได้แค่ผักผลไม้ วิตามิน-อาหารเสริมช่วยได้แค่ไหน น้ำผักต่างๆ ดื่มแล้วจะช่วยให้มะเร็งหายเร็วได้จริงหรือไม่ และอีกสารพัดคำถามที่ล้วนแต่มีเป้าหมายไปทางเดียวกันคือ ชดเชยกับภูมิต้านทานร่างกายที่ลดลงหลังจากการรักษา”

คุณหมออธิบายว่า การกินที่ถูกต้องนั้น ไม่ควรกินเมนูเดียวซ้ำๆ ต้องกินให้หลากหลายและเปลี่ยนเมนูไปเรื่อยๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่หลากหลาย ส่วนเรื่องเนื้อสัตว์อาจเลี่ยงของปิ้งย่าง ทอด โดยเปลี่ยนเป็นการนึ่ง ต้ม แทนก็ได้ รวมถึงลดปริมาณอาหารไขมันสูงและอาหารที่ให้พลังงานสูง เพราะเป็นอาหารชั้นดีสำหรับมะเร็ง

หากบริหารจัดการเรื่องการกินได้ อาหารก็จะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่เติมเต็มความสุขให้กับชีวิต ไม่ใช่บังคับตัวเองให้ไม่กินอะไรเลย จนเป็นทุกข์ และสำหรับอาหารเสริมนั้น ควรปรึกษานักโภชนาการ ไม่ควรซื้อมากินเอง เพราะเราก็ไม่รู้ว่าร่างกายต้องการสารอาหารชนิดใดเพิ่ม การกินสุ่มสี่สุ่มห้าอาจเพิ่มโรคตามมาโดยไม่รู้ตัว

นอกจากการใส่ใจด้านโภชนาการแล้ว ในด้านการดูแลสุขภาพจิตก็จำเป็นไม่แพ้กัน เพราะคนไข้ทุกคนเมื่อรู้ว่าตัวเองป่วย มักเกิดความเครียด วิตกกังวล ยกตัวอย่างผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จากการเก็บข้อมูลในผู้ป่วย 215 คน พบว่า 44% เป็นโรคทางจิตเวชแบบไม่รุนแรง 13% อยู่ในกลุ่มซึมเศร้าและกังวลเกี่ยวกับโรค และ 3% ที่เครียดมากจนถึงขั้นคิดทำร้ายตัวเองด้วยการฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา

ผศ.นพ.พนม เกตุมาน จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ให้คำแนะนำว่า ญาติควรหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็ง เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยได้ถูกวิธี ไม่ควรตำหนิคนไข้ทำนองว่าเป็นภาระครอบครัว เพราะการพูดอย่างนั้นจะยิ่งเป็นการทำให้คนไข้คิดมากและเครียดยิ่งกว่าเดิม

ญาติควรหมั่นสังเกตอาการคนไข้ และไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบอยู่เสมอ หากพบว่ามีอาการเงียบขรึมกว่าปกติ เศร้า เหม่อลอย  ad Ch Ni Dr Ke Ch Ad  กิจวัตรประจำวันก็ทำไม่ได้ดีเหมือนแต่ก่อนที่จะรู้ตัวว่าป่วย เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ นอนแล้วตื่นกลางดึก ฯลฯ ให้รีบพาไปปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและขอคำแนะนำในการดูแลรักษาสุขภาพจิตโดยด่วน

“การปล่อยให้ผู้ป่วยมะเร็งอยู่กับความเครียด และความกังวลซ้ำๆ จะยิ่งทำให้เขาหมดกำลังใจที่จะต่อสู้กับโรค ฉะนั้น การดูแลสุขภาพจิตใจของคนไข้ให้แข็งแรง ยิ้มรับกับโรคที่เป็น เพราะยิ่งเขามีจิตใจที่เข้มแข็งสู้กับทุกปัญหาแล้ว ร่างกายก็จะมีสุขภาพที่ดีตามไปด้วยนั่นเอง” จิตแพทย์แนะนำ

หัวใจฟิต เมื่อคิดบวก

ผู้ใหญ่หลายท่านต้องคอยดูให้ดีนะคะ อย่าให้โรคประจำตัวพากันร่าเริงเกินไปนักเพราะมักจะพาโรคหัวใจเข้ามาเพิ่มได้ มีท่านที่มาออกกำลังกายแล้วเกิดอาการ วูบ ซึ่งเมื่อตรวจแล้วพบโรคหัวใจที่ท่านบอกว่าไม่เคยทราบมาก่อน

อย่างนี้ก็น่าห่วงค่ะเพราะถ้าไปวูบอยู่คนเดียวก็อันตราย อย่างน้อยในฟิตเนสก็มีคนอยู่เยอะ ซึ่งยิมหรือฟิตเนสในเมืองนอกเขามีการเตรียมการไว้ดีมากถึงขนาดมีอุปกรณ์ช่วยชีวิต มีการศึกษาหนึ่งพบว่าคนที่ไปหัวใจวายในสถานที่ออกกำลังกายนั้นมีอัตรารอดสูงกว่าที่อื่น


ความสำคัญก็คือเรื่องนี้เป็นเรื่องปุบปับที่ยากจะรับมือ หลายท่านไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโรคประจำตัวที่เป็นนำไปสู่โรคหัวใจแบบฉุกเฉินได้ น่าตกใจกว่าลำยองเยอะ ถึงกระนั้นก็ดียังมีสิ่งหนึ่งที่เลือกได้ค่ะนั่นคือการ เลือกคิด ให้หัวใจฟิตพอที่จะพิชิตภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจนหัวใจวายได้

มีการศึกษาใหญ่ชิ้นหนึ่งที่ลงตีพิมพ์ในวารสาร เซอร์คิวเลชั่น (Circulation) ของ สมาคมหัวใจ แห่งสหรัฐอเมริกา ที่ทำในคนไข้โรคหัวใจ 600 คน ชี้ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่นระหว่าง อารมณ์ กับ การออกกำลังกาย การศึกษานี้ตามดูกันเป็นเวลาถึง 5 ปี พบว่า คนไข้โรคหัวใจที่มีทัศนคติที่เป็นบวกต่อการออกกำลัง จะเสียชีวิตน้อยกว่ากลุ่มที่เซ็งต่อการออกกำลังอย่างเห็นได้ชัด

แต่ไม่ใช่เอาแต่คิดอย่างเดียวนะคะ เพราะท่านเหล่านี้จะลุกขึ้นมาออกกำลังกายด้วย ซึ่งจะช่วยให้หัวใจที่อ่อนแอได้กลับแข็งแรงขึ้นมา ดังที่ผู้รู้ท่านว่านั่นล่ะค่ะว่าใจเป็นนายกายเป็นบ่าว ทั้งหมดอยู่ที่ตัวเราคิดทั้งนั้น

คนไข้ที่เห็นการออกกำลังกายเป็นเรื่องสนุก อยากลุกขึ้นมาออกกำลังอย่างมีแรงบันดาลใจนั้นมีชีวิตอยู่ได้นานกว่าคนที่ซึมเซา ไม่หือไม่อือ ต่อกิจกรรมทางกายใดๆ นอกจากนั้นการคิดบวกอยากออกกำลังยังช่วยลดเวลาการนอนโรงพยาบาลที่แสนน่าเหนื่อยหน่ายลงได้อีกด้วย

ประหลาดใจอยู่เสมอค่ะที่เห็นคนรุ่นใหม่ๆ ไปหลงเชื่อกับโฆษณาห้องพักในโรงพยาบาลที่ราคาแพงเว่อร์ แล้วคิดว่าเบิกประกันได้ถึงพากันไปนอน แถมหลายคนยังเชื่อเสียสนิทใจว่าการนอนโรงพยาบาลคือสิ่งที่ดีที่สุด

ทั้งที่มันรวมความเสี่ยงหลายอย่างไว้ทั้งเชื้อโรคหัวดื้อต่อยาฆ่าเชื้อ เชื้อโรคปอดอักเสบ (Hospital acquired pneumonia) และที่แน่ๆ เลยก็คือ การนอนโรงพยาบาลนานๆ ไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพแต่อย่างใด เท่าที่ดิฉันเห็นมาคนที่มีการศึกษาจริงๆ จะไม่เชื่อว่าการนอนโรงพยาบาลเป็นสิ่งที่ดีแต่อย่างใด

เรื่องนี้ดิฉันมีประสบการณ์ตรงเลยทีเดียวว่าการนอนโรงพยาบาลแม้ว่า ห้องพักจะดีมีราคาแพงสักเพียงใดก็ตามแต่ความสุขใจ มันไม่มีวันเหมือน บ้าน ของเราหรอกค่ะ เพราะบ้านทำให้เราสุขใจ ไม่ซึมเศร้า และเมื่อไม่เหงาใจแล้วเราก็อยากที่จะลุกออกมาจากเตียงเร็วๆ ผิดกับเมื่ออยู่ในห้องสี่เหลี่ยมของโรงพยาบาลที่มีแต่การเจ็บการตายอยู่รอบตัว น่ากลัวกว่าอยู่บ้านเราเยอะ

"การนอนโรงพยาบาลไม่มีวันเหมือนบ้าน เพราะบ้านทำให้เราสุขใจ ไม่ซึมเศร้า"

No comments:

Post a Comment