คือ กระบวนการเกื้อหนุนและสนับสนุนส่งเสริมให้บุคคลและกลุ่มคนมีความสามารถในการควบคุมดูแลสุขภาพของตัวเองและพัฒนาสุขภาพของตัวเอง จะเห็นได้ว่าการสร้างเสริมสุขภาพที่จะได้ผลดี บุคคลและกลุ่มคนต้องเป็นผู้กระทำเอง ไม่ใช่รอหรือหวังพึ่งบริการจากแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขเท่านั้น แต่คนจำนวนมากก็ยังมองเห็นว่าการสรางเสริมสุขภาพเป็นสิ่งที่เขาจะได้รับบริการจากแพทย์ ผมเองในฐานะแพทย์คนหนึ่งได้มีโอกาสตรวจรักษาผู้ป่วย เมื่อพบว่าผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวมากเกินไป
ผมก็จะแนะนำให้ลดน้ำหนักโดยการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย คนไข้จำนวนหนึ่งก็จะถามว่ามียากินไหม เพื่อจะได้ไม่ต้องออกกำลังกายและจะได้ไม่ต้องควบคุมอาหาร หรือผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง เมื่อได้รับคำแนะนำให้ควบคุมอาหารโดยลดการบริโภคไขมันหรืออาหารที่มีไขมันสูง คนไข้จำนวนหนึ่งอาจจะถามหายาลดไขมันในเลือดมากกว่าที่จะยอมควบคุมอาหารและออกกำลังกาย
บางกรณีสถานการณ์นี้จะชัดเจนยิ่งขึ้นในส่วนของคนไข้ที่มีสิทธิเบิกค่ายาและค่าที่ใช้สิทธิรักษาของกองทุนประกันสังคม นั่นหมายความว่าคนไทยจำนวนหนึ่งยังเห็นว่าสุขภาพเป็นเรื่องที่รักษาได้ โดยไม่คิดที่จะส่งเสริมสุขภาพตัวเองและป้องกันโรค เพราะคิดว่าเมื่อป่วยก็สามารถเบิกค่ารักษาได้ อย่างไรก็ตาม ผมก็ได้พบคนไข้ที่มีความเข้าใจส่งที่ผมอธิบายเป็นอย่างดีและปฏิบัติตามอย่างจริงจัง บางคนสามารถลดน้ำได้มากกว่า 5 กิโลกรมในเวลาเพียง 1 เดือน ย่อมแสดงว่าการเปลี่ยนแปลงที่ดีนั้นเกิดขึ้นจากตัวคนไข้เอง เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงจากภายใน (inside out) หากหวังแต่การเปลี่ยนแปลงโดยพึ่งหยูกยาและความช่วยเหลือจากภายนอกหรือจากบุคคลอื่นก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก (out-side in) ซึ่งจะไม่ยั่งยืน เมื่อความช่วยเหลือ คำแนะนำหรือหยูกยาหมดไป สุขภาพของเขาก็จะกลับมาแย่เดือนเดิมหรืออาจจะแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ ยิ่งเมื่อพิจารณากลยุทธ์พื้นฐานของการสร้างเสริมสุขภาพ 5 ประการ ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้แนะนำไว้ ก็จะยิ่งเห็นชัดเจนขึ้นกว่าการสร้างเสริมสุขภาพต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงจากภายในจึงจะเป็นไปได้และยั่งยืน
กลยุทธ์ที่ 1 คือ การกำหนดนโยบายสร้างเสริมสุขภาถเป็นนโยบายสาธารณะ ไม่ว่าเป็นองค์กรระดับใด การจะกำหนดนโยบายนี้ได้ต้องอาศัยความเข้าใจของผู้กำหนดนโยบาย Bi
Bi
Ol
Te
Re
Hu
To
Ol
หรือแรงผลักดันจากสมาชิกในองค์กรที่เห็นด้วยกับการมีนโยบายนี้ในจำนวนที่มากพอที่จะทำให้ผู้กำหนดนโยบายเห็นคล้อยตาม ความเห็นของผู้กำหนดนโยบายหรือของสมาชิกในองค์กรที่จะไปผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง กำหนดเป็นนโยบายดังกล่าว ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงภายในบุคคลนั้นเอง
กลยุทธ์ที่ 2 คือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ การจัดให้มีและคงไว้ซึ่งสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพเป็นผลต่อเนื่องจากการมีนโยบายที่เอื้อต่อสุขภาพ ตามด้วยการที่คนและกลุ่มคนมีความเข้าใจและจิตสำนึกที่ดีว่าการมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพจะช่วยสร้างเสริมสุขภาพเขาได้
กลยุทธ์ที่ 3 คือ การสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชน (ในกรณีของเรา ก็คือสถานประกอบการ) ข้อนี้เป็นข้อที่ชัดเจนว่า การสร้างเสริมสุขภาพจะต้องเป็นกิจรรมต่อเนื่องที่ชุมชนดำเนินการด้วยตัวเอง ในบางกรณีอาจจะอาศัยความช่วยเหลือทางการเงิน ทรัพยากรและทางเทคนิคจากภายนอก แต่ในระยะยาวชุมชนนั้นต้องดำเนินกิจกรรมนี้ด้วยตัวเอง หรือดียิ่งไปกว่านั้น เมื่อประสบความสำเร็จก็ถ่ายทอดประสบการณ์ความสำเร็จและเทคนิคการดำเนินงานให้กับชุมชนอื่นๆ ไปปฏิบัติตามหรือเลียนเยี่ยงอย่างในทางที่ดี
กลยุทธ์ที่ 4 คือ การพัมนาศักยภาพส่วนบุคคล กรณีนี้จะเห็นได้ชัดในเรื่องของการออกกำลังกายและการเลิกบุหรี่ว่าจะต้องเป็นสิ่งที่ปัจเจกชนแต่ละคนปฏิบัติเอง แพทย์และบุคลากรทางการแพทยืไม่สามารถออกกำลังกายแทนคนไข้และไม่สามารถเลิกบุหรี่แทนคนไข้ได้ คนจำนวนมากทราบถึงพิษภัยของการสูบบุหรี่แต่ไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้ อาจเป็นเพราะยังไม่มีความคิดในเชิงบวกว่าตัวเองสามารถกำหนดทางเลือกให้ตัวเองได้ว่าจะสูบบุหรี่หรือไม่ แล้วมีความเข้าใจที่จะเลือกทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพคือการเลิกบุหรี่
กลยุทธ์ที่ 5 คือ การปรับเปลี่ยนระบบบริการสุขภาพจากเชิงรับเป็นเชิงรุก หรือจากการซ่อมสุขภาพเป็นการสร้างสุขภาพ คนส่วนใหญ่อาจจะเข้าใจว่าข้อนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะบุคลากรทางการแพทยืและสาธารณสุขเท่านั้น ว่าจะต้องเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงานจากการเป็นผู้ให้บริการสุขภาพมาเป็นผู้ให้การสนับสนุนประชาชนให้มีความสามารถในการควบคุมและพัฒนาสุขภาพของประชาชนเอง
แต่ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือทัศนคติและวิธีคิดของประชาชนเองว่าจะต้องสร้างเสริมสุขภาพและไปพึ่งพาระบบบริการสุขภาพตั้งแต่ในขั้นตอนการสร้างเสริมสุขภาพ ไม่ใช่รอให้ป่วยแล้วจึงไปใช้บริการระบบสุขภาพเพื่อการรักษาพยาบาลเท่านั้น จะเห็นได้ว่า ในนิยามและแนวคิดกลยุทธ์พื้นฐานของการสร้างเสริมสุขภาพ แสดงให้เห็นความสำคัญของการปรับเปลี่ยนวิธีคิดและมุมมองเกี่ยวกับสุขภาพของคนทั้งหลาย จากแนวคิดที่ว่าเมื่อเจ็บป่วยให้ไปหาแพทย์ เป็นจะทำอย่างไรที่ตัวเองจะไม่เจ็บป่วย จะได้ไม่ต้องไปรักษาหรือฟื้นฟูสภาพ การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นและยั่งยืนต่อไปต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงจากภายในตัวบุคคลและกลุ่มคนเองเท่านั้น.
Saturday, July 18, 2015
น้ำคาวปลาคืออะไร ?
ภายในมดลูกของคนเรามีลักษณะเป็นช่องว่างที่เรียกว่า โพรงมดลูกและมีเยื่อบางๆ บุหรือคลุมผนังของโพรงมดลูกอยู่จนทั่วคล้ายกับผ้ากำมะหยี่ที่บุอยู่ภายในกล่องซึ่งเยื่อดังกล่าวก็คือ เยื่อบุโพรงมดลูก นั่นเอง
เมื่อมีการตั้งครรภ์ ตัวอ่อนจะมีการฝังตัวอยู่ภายในเยื่อบุโพรงมดลูกดังกล่าวแล้วค่อยๆ โตขึ้นจนกลายเป็นตัวเด็กซึ่งเมื่อมีขนาดใหญ่มากก็จะมาลอยอยู่ในถุงน้ำคร่ำซึ่งอยู่ภายในโพรงมดลูก และยึดติดแน่นกับเยื่อบุโพรงมดลูก
ภายหลังการคลอด เยื่อบุโพรงมดลูกจะมีการฉีกขาดและหลุดลอกออกมา ซึ่งจะทำให้มีเลือดออกมาร่วมด้วย เยื่อบุโพรงมดลูกและเลือดที่ปนกันไหลออกมาให้เห็นทางช่องคลอดเรียกว่า น้ำคาวปลา นั่นเอง
น้ำคาวปลา
ระยะ 2-3 วันแรกหลังคลอด เลือดที่ไหลปนกับเยื่อบุโพรงมดลูกที่ลอกออกมาจะมีปริมาณค่อนข้างมาก จึงเห็นน้ำคาวปลาในระยะนี้มีสีค่อนข้างแดง หลังจากนั้นประมาณ 3-4 วันหลังคลอด เลือดจะออกน้อยลง ทำให้น้ำคาวปลามีสีจางลง ภายหลังคลอดประมาณ 10 วัน น้ำคาวปลาจะออกน้อยลงและภายในช่องคลอด เริ่มมีการสร้างตกขาวออกมาปนกับน้ำคาวปลา ทำให้น้ำคาวปลาในระยะนี้มีสีขาวปนเหลืองและเหนียวข้น
หลังจากระยะนี้น้ำคาวปลาก็จะหมด แต่จะมีตกขาวแทนซึ่งเป็นกลไกการเปลี่ยนแปลง ภายหลังคลอดตามปกติของคุณแม่นั่นเอง Re Bi Ha Or Al Je ในคุณแม่ที่ได้รับการผ่าตัดคลอด คุณหมอจะเช็ดทำความสะอาดภายในมดลูกขณะผ่าตัดคลอดให้ด้วย ดังนั้นคุณแม่ที่ได้รับการผ่าตัดคลอดอาจจะมีลักษณะการเปลี่ยนแปลงของน้ำคาวปลาในระยะเวลาที่สั้นขึ้น อาจจะไม่ถึง 10 วัน บางคนเพียงแค่ 4-5 วัน น้ำคาวปลาก็อาจจะหายแล้วก็ได้
น้ำคาวปลาผิดปกติ
ลักษณะของน้ำคาวปลาที่ไม่เป็นดังที่กล่าวข้างต้นถือว่าเป็นน้ำคาวปลาที่ผิดปกติ ซึ่งที่พบได้บ่อยๆ มี 2 ชนิด คือ น้ำคาวปลาที่เคยจางลงแล้วกลับมามีสีแดงใหม่ และน้ำคาวปลาที่มีกลิ่นเหม็น
น้ำคาวปลาที่กลับมามีสีแดงใหม่
ส่วนมากแล้วเกิดจากการที่มีเศษรกค้างอยู่ในมดลูกหรือมีการอักเสบของเยื่อบุโพรงมดลูก ทำให้น้ำคาวปลา กลับมามีสีแดงใหม่หลังคลอด และเมื่อให้การรักษาโดยการขูดมดลูกแล้ว ปัญหาก็หายไป
สำหรับปัญหาว่าทำไมบางคนรกถึงค้างในมดลูกไม่ยอมคลอดเหมือนคนอื่นๆ สาเหตุที่พบบ่อยๆ ก็คือ การที่คุณแม่เคยมีการอักเสบติดเชื้อในมดลูกมาก่อน หรือเคยขูดมดลูกมาหลายครั้ง กรณีก็อาจทำให้ผนังของโพรงมดลูกไม่เรียบ มีแผล ทำให้รกเกาะติดแล้วลอกตัวได้ไม่ดี ทำให้มีปัญหารกค้าง
น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น
ปกติน้ำคาวปลาจะมีกลิ่นคาวเลือด แต่ถ้ามีกลิ่นเหม็นแสดงว่าน่าจะมีการติดเชื้อในมดลูก สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดการติดเชื้อน่าจะเกิดจากการที่ปล่อยให้น้ำเดินเป็นเวลานาน ซึ่งจะทำให้เชื้อโรคซึ่งอยู่บริเวณช่องคลอดเข้าไปในมดลูกได้ นอกจากนี้การตรวจภายในเป็นระยะๆ เพื่อดูว่าการเจ็บครรภ์คลอดของคุณแม่เป็นอย่างไรบ้าง ถ้าตรวจบ่อยครั้งก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย
ยาขับน้ำคาวปลา...จำเป็นไหม ?
ในอดีตมีความเชื่อว่าคุณแม่หลังคลอดถ้าน้ำคาวปลาออกมามากๆ ถึงจะดี เพราะเชื่อว่าจะได้ขับเลือดเสียออกจากร่างกายนั่นเอง ดังนั้นคุณแม่หลังคลอดจึงมักได้รับคำแนะนำ ให้รับประทานยาขับน้ำคาวปลาซึ่งมักเป็นยาดองเหล้าความเชื่อดังกล่าวผิดครับ คุณแม่ที่รับประทานยาดองเหล้ามากๆ ถ้าให้ลูกดูดนม ลูกจะได้รับแอลกอฮอล์ด้วย ถ้าดูดมากๆ ลูกก็จะเมาเหล้าไปด้วย
ในปัจจุบันหลังจากเด็กและรกคลอดแล้ว คุณหมอจะฉีดยาหรือให้ยาทางหลอดเลือด เพื่อให้มดลูกหดรัดตัวดี ก็จะเป็นการขับน้ำคาวปลาได้มากพอแล้ว เพราะฉะนั้นการกินยาขับน้ำคาวปลาจึงไม่จำเป็น ยิ่งในรายที่ผ่าคลอด คุณหมอจะทำความสะอาดในโพรงมดลูกให้ด้วยดังกล่าวแล้ว น้ำคาวปลาของคุณแม่ที่ผ่าตัดคลอดก็จะยิ่งน้อยลงไปอีก การรับประทานยาขับน้ำคาวปลาจึงไม่จำเป็นแต่อย่างใด
เมื่อมีการตั้งครรภ์ ตัวอ่อนจะมีการฝังตัวอยู่ภายในเยื่อบุโพรงมดลูกดังกล่าวแล้วค่อยๆ โตขึ้นจนกลายเป็นตัวเด็กซึ่งเมื่อมีขนาดใหญ่มากก็จะมาลอยอยู่ในถุงน้ำคร่ำซึ่งอยู่ภายในโพรงมดลูก และยึดติดแน่นกับเยื่อบุโพรงมดลูก
ภายหลังการคลอด เยื่อบุโพรงมดลูกจะมีการฉีกขาดและหลุดลอกออกมา ซึ่งจะทำให้มีเลือดออกมาร่วมด้วย เยื่อบุโพรงมดลูกและเลือดที่ปนกันไหลออกมาให้เห็นทางช่องคลอดเรียกว่า น้ำคาวปลา นั่นเอง
น้ำคาวปลา
ระยะ 2-3 วันแรกหลังคลอด เลือดที่ไหลปนกับเยื่อบุโพรงมดลูกที่ลอกออกมาจะมีปริมาณค่อนข้างมาก จึงเห็นน้ำคาวปลาในระยะนี้มีสีค่อนข้างแดง หลังจากนั้นประมาณ 3-4 วันหลังคลอด เลือดจะออกน้อยลง ทำให้น้ำคาวปลามีสีจางลง ภายหลังคลอดประมาณ 10 วัน น้ำคาวปลาจะออกน้อยลงและภายในช่องคลอด เริ่มมีการสร้างตกขาวออกมาปนกับน้ำคาวปลา ทำให้น้ำคาวปลาในระยะนี้มีสีขาวปนเหลืองและเหนียวข้น
หลังจากระยะนี้น้ำคาวปลาก็จะหมด แต่จะมีตกขาวแทนซึ่งเป็นกลไกการเปลี่ยนแปลง ภายหลังคลอดตามปกติของคุณแม่นั่นเอง Re Bi Ha Or Al Je ในคุณแม่ที่ได้รับการผ่าตัดคลอด คุณหมอจะเช็ดทำความสะอาดภายในมดลูกขณะผ่าตัดคลอดให้ด้วย ดังนั้นคุณแม่ที่ได้รับการผ่าตัดคลอดอาจจะมีลักษณะการเปลี่ยนแปลงของน้ำคาวปลาในระยะเวลาที่สั้นขึ้น อาจจะไม่ถึง 10 วัน บางคนเพียงแค่ 4-5 วัน น้ำคาวปลาก็อาจจะหายแล้วก็ได้
น้ำคาวปลาผิดปกติ
ลักษณะของน้ำคาวปลาที่ไม่เป็นดังที่กล่าวข้างต้นถือว่าเป็นน้ำคาวปลาที่ผิดปกติ ซึ่งที่พบได้บ่อยๆ มี 2 ชนิด คือ น้ำคาวปลาที่เคยจางลงแล้วกลับมามีสีแดงใหม่ และน้ำคาวปลาที่มีกลิ่นเหม็น
น้ำคาวปลาที่กลับมามีสีแดงใหม่
ส่วนมากแล้วเกิดจากการที่มีเศษรกค้างอยู่ในมดลูกหรือมีการอักเสบของเยื่อบุโพรงมดลูก ทำให้น้ำคาวปลา กลับมามีสีแดงใหม่หลังคลอด และเมื่อให้การรักษาโดยการขูดมดลูกแล้ว ปัญหาก็หายไป
สำหรับปัญหาว่าทำไมบางคนรกถึงค้างในมดลูกไม่ยอมคลอดเหมือนคนอื่นๆ สาเหตุที่พบบ่อยๆ ก็คือ การที่คุณแม่เคยมีการอักเสบติดเชื้อในมดลูกมาก่อน หรือเคยขูดมดลูกมาหลายครั้ง กรณีก็อาจทำให้ผนังของโพรงมดลูกไม่เรียบ มีแผล ทำให้รกเกาะติดแล้วลอกตัวได้ไม่ดี ทำให้มีปัญหารกค้าง
น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น
ปกติน้ำคาวปลาจะมีกลิ่นคาวเลือด แต่ถ้ามีกลิ่นเหม็นแสดงว่าน่าจะมีการติดเชื้อในมดลูก สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดการติดเชื้อน่าจะเกิดจากการที่ปล่อยให้น้ำเดินเป็นเวลานาน ซึ่งจะทำให้เชื้อโรคซึ่งอยู่บริเวณช่องคลอดเข้าไปในมดลูกได้ นอกจากนี้การตรวจภายในเป็นระยะๆ เพื่อดูว่าการเจ็บครรภ์คลอดของคุณแม่เป็นอย่างไรบ้าง ถ้าตรวจบ่อยครั้งก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย
ยาขับน้ำคาวปลา...จำเป็นไหม ?
ในอดีตมีความเชื่อว่าคุณแม่หลังคลอดถ้าน้ำคาวปลาออกมามากๆ ถึงจะดี เพราะเชื่อว่าจะได้ขับเลือดเสียออกจากร่างกายนั่นเอง ดังนั้นคุณแม่หลังคลอดจึงมักได้รับคำแนะนำ ให้รับประทานยาขับน้ำคาวปลาซึ่งมักเป็นยาดองเหล้าความเชื่อดังกล่าวผิดครับ คุณแม่ที่รับประทานยาดองเหล้ามากๆ ถ้าให้ลูกดูดนม ลูกจะได้รับแอลกอฮอล์ด้วย ถ้าดูดมากๆ ลูกก็จะเมาเหล้าไปด้วย
ในปัจจุบันหลังจากเด็กและรกคลอดแล้ว คุณหมอจะฉีดยาหรือให้ยาทางหลอดเลือด เพื่อให้มดลูกหดรัดตัวดี ก็จะเป็นการขับน้ำคาวปลาได้มากพอแล้ว เพราะฉะนั้นการกินยาขับน้ำคาวปลาจึงไม่จำเป็น ยิ่งในรายที่ผ่าคลอด คุณหมอจะทำความสะอาดในโพรงมดลูกให้ด้วยดังกล่าวแล้ว น้ำคาวปลาของคุณแม่ที่ผ่าตัดคลอดก็จะยิ่งน้อยลงไปอีก การรับประทานยาขับน้ำคาวปลาจึงไม่จำเป็นแต่อย่างใด
อวัยวะเราก็ต้องตอกบัตรเข้างานนะ !
อวัยวะในร่างกายของเราก็มีเวลาบัตรเข้างานนะ
01.00 น. – 03.00 น. เป็นเวลาของตับ
ขอบอกเลยว่า . . . ทุกคนควรนอนหลับพักผ่อนให้เป็นประจำในช่วงเวลานี้ให้ได้ เพราะตับจะหลั่งสารมีราโทนิน ที่จะทำให้หน้าอ่อนกว่าวัย เห็นมั้ยละว่าสำคัญแค่ไหน ที่สำคัญห้ามกินเด็ดขาดในเวลานี้เพราะจะทำให้ตับต้องทำงานหนักและเสื่อมเร็ว
03.00 น. – 05.00 น. เป็นเวลาของปอด
สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำคือ ตื่นนอน ลุกขึ้นมาจากเตียงแล้วออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ซะหน่อย เขาบอกว่าถ้าตื่นนอนช่วงนี้เป็นประจำจะทำให้ผิวพรรณดี
05.00 น. – 7 .00 น. เป็นเวลาของลำไส้ใหญ่
เพราะฉะนั้นควรขับถ่ายให้เป็นนิสัยทุกเช้า ถ้าคนไหนมีโรคประจำตัวคือท้องผูกกว่าจะถ่ายแต่ละทียากเย็นเหลือเกิน แนะนำว่าให้ลองดื่มน้ำผึ้งผสมมะนาว น้ำ 1 แก้ว + น้ำผึ้ง 1 ช้อน + น้ำมะนาว 4-5 ลูก
07.00 น. – 09.00 น. เป็นเวลาของกระเพาะอาหาร
จึงควรกินอาหารเช้าในช่วงเวลานี้ทุกวัน เพราะถ้าปล่อยให้ท้องว่าง กระเพาะอาหารจะอ่อนแอกลายเป็นคนตัดสินใจช้า ขี้กังวล ที่สำคัญจะหน้าแก่เร็วกว่าวัย น่ากลัวมากๆๆ
09.00 น. – 11.00 น. เป็นเวลาของม้าม
พูดน้อย กินน้อย และไม่นอนหลับ
11.00 น. – 13.00 น. เป็นช่วงเวลาที่หัวใจทำงานหนักที่สุด
ควรทำใจให้สบาย หลีกเลี่ยงสิ่งทึ่จะทำให้เครียด พยายามไม่ใช้ความคิดหนัก ถ้าต้องเครียดกับงานตรงหน้ามากนักก็ผ่อนคลายซะบ้าง
13.00 น. – 15.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้เล็ก
งดกินอาหารทุกประเภทให้ลำไส้เล็กได้พักผ่อน
15.00 น. – 17.00 น. เป็นเวลาของกระเพาะปัสสาวะ
ออกกำลังกายหรืออบตัวให้เหงื่อออก อย่ากลั้นปัสสาวะ
17.00 น. – 19.00 น. เป็นเวลาของไต
อาบน้ำทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่ควรออกกำลังกายหนัก
19.00 น. – 21.00 น. เป็นเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ
ควรหยุดทำงาน พักผ่อนทำสมาธิและสวดมนต์
21.00 น. – 23.00 น. เป็นเวลาของพลังงานรวม
ทำให้ร่างกายอบอุ่นนอนหลับให้ร่างกายพักผ่อนเต็มที่
23.00 น. – 01.00 น. เป็นเวลาของถุงน้ำดี
นอนหลับให้สนิท (ถ้าไม่หลับช่วงนี้มีโอกาสเกิดโรคมากมายและร่างกายจะทรุดโทรมไว)
วิธีช่วยกระดูกให้แข็งแรง
“ทำอย่างไรดี ไปตรวจความหนาแน่นของกระดูกแล้วพบว่า กระดูกบางลง”
โรคกระดูกพรุน คือ ภาวะที่มีเนื้อกระดูกบางตัวลง เนื่องจากมีการสร้างกระดูกน้อยกว่าการทำลายกระดูก ทำให้เสี่ยงต่อภาวะกระดูกหักหรือยุบตัวได้ง่าย โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก และกระดูกข้อมือ พบมากในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะสตรีที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
เมื่อเป็นโรคกระดูกพรุนจะทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ปวดหลัง กระดูกสันหลังยุบตัวลง หลังค่อม ตัวเตี้ยลง กระดูกแขนขาเปราะและหัก บางรายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง ทำให้พิการเดินไม่ได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดภาวะกระดูกพรุน เรามีวิธีบำรุงรักษากระดูกให้แข็งแรงมาฝากค่ะ
1. รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง และ รับประทานแคลเซียมเสริม
ผู้ใหญ่อายุน้อยกว่า 50 ปี ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม อายุมากกว่า 50 ปี ต้องการแคลเซียมวันละ 1,200 มิลลิกรัม แหล่งที่มาของแคลเซียมได้จาก Bi Gu Bi Ol Cr Ti Gu อาหารหลายประเภท เช่น นม โยเกิร์ต ชีส ปลาตัวเล็กทอด กุ้งแห้ง กะปิ ผักคะน้า ใบยอ ดอกแค เต้าหู้แข็ง ถั่วแดง และงาดำ โดยทั่วไปการรับประทานอาหารไทยจะได้รับแคลเซียมประมาณ 400 - 500 มิลลิกรัมต่อวัน หรือน้อยกว่าครึ่งหนึ่งที่ร่างกายควรได้รับ จึงควรดื่มนมเสริม แต่หากไม่ได้รับแคลเซียมจากอาหารอย่างเพียงพอ แนะนำให้รับประทานแคลเซียมชนิดเม็ดซึ่งมีหลักการเลือกผลิตภัณฑ์เสริม แคลเซียมดังนี้
1. ดูตัวยาสำคัญที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ ว่ามีวิตามินอื่นผสมหรือไม่ เพราะหากผสมวิตามินซี หรือวิตามินดีมากเกินไปอาจทำให้เกิดอันตราย
2. ดูว่าใน 1 เม็ด ให้อนุมูลแคลเซียมเท่าไร เพราะร่างกายต้องการแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 800 มิลลิกรัม
3. ดูว่าผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมอยู่ในรูปแบบใด เนื่องจากแคลเซียมละลายน้ำจะถูกดูดซึมได้ยาก ดังนั้นควรใช้ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมแบบเม็ดฟู่ เพราะจะละลายและดูดซึมได้ดีกว่าแบบธรรมดา
4. ต้องดูว่าแคลเซียมในผลิตภัณฑ์เป็นเกลือแคลเซียมอะไร เนื่องจากเกลือแคลเซียมแต่ละชนิดจะดูดซึมต่างกันในสภาวะกรดในกระเพาะต่าง ๆ กัน เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต จะดูดซึมได้น้อยลงถ้าผู้ป่วยมีกรดในกระเพาะอาหารน้อย
อย่างไรก็ตาม การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อความปลอดภัย
2. ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (weight-bearing exercise) อย่างสม่ำเสมอ ควรออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที โดยเฉพาะผู้สูงอายุและวัยหมดประจำเดือน เน้นการออกกำลังกายที่ลงน้ำหนัก เช่น เดินไกล วิ่งเหยาะๆ รำมวยจีน เต้นรำ เพื่อป้องกันการสูญเสียกระดูก การออกกำลังกายชนิดนี้ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น อีกทั้งยังทำให้กล้ามเนื้อและระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้นด้วย
3. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน
ได้แก่ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ลดเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ เนื่องจากจะทำให้การดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ลดลง ระวังการใช้ยาสเตียรอยด์ และยาลูกกลอน ซึ่งมีผลทำให้เกิดกระดูกพรุนมากขึ้นได้
4. ปรึกษาแพทย์เมื่อมีข้อสงสัย เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสม ส่งตรวจมวลกระดูกหรือความหนาแน่นของกระดูกในกรณีที่มีปัจจัยเสี่ยง และให้การรักษาเมื่อตรวจพบภาวะโรคกระดูกพรุน
สุดท้ายคงต้องบอกว่า การเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงสามารถทำได้ทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนอายุ 30 ปี เป็นการป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนที่ดีที่สุดและต้องไม่ลืมว่าการออกกำลัง กายแต่พอเหมาะและรับประทานอาหารอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ท่านมีสุขภาพดีไปอีก นาน .
01.00 น. – 03.00 น. เป็นเวลาของตับ
ขอบอกเลยว่า . . . ทุกคนควรนอนหลับพักผ่อนให้เป็นประจำในช่วงเวลานี้ให้ได้ เพราะตับจะหลั่งสารมีราโทนิน ที่จะทำให้หน้าอ่อนกว่าวัย เห็นมั้ยละว่าสำคัญแค่ไหน ที่สำคัญห้ามกินเด็ดขาดในเวลานี้เพราะจะทำให้ตับต้องทำงานหนักและเสื่อมเร็ว
03.00 น. – 05.00 น. เป็นเวลาของปอด
สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำคือ ตื่นนอน ลุกขึ้นมาจากเตียงแล้วออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ซะหน่อย เขาบอกว่าถ้าตื่นนอนช่วงนี้เป็นประจำจะทำให้ผิวพรรณดี
05.00 น. – 7 .00 น. เป็นเวลาของลำไส้ใหญ่
เพราะฉะนั้นควรขับถ่ายให้เป็นนิสัยทุกเช้า ถ้าคนไหนมีโรคประจำตัวคือท้องผูกกว่าจะถ่ายแต่ละทียากเย็นเหลือเกิน แนะนำว่าให้ลองดื่มน้ำผึ้งผสมมะนาว น้ำ 1 แก้ว + น้ำผึ้ง 1 ช้อน + น้ำมะนาว 4-5 ลูก
07.00 น. – 09.00 น. เป็นเวลาของกระเพาะอาหาร
จึงควรกินอาหารเช้าในช่วงเวลานี้ทุกวัน เพราะถ้าปล่อยให้ท้องว่าง กระเพาะอาหารจะอ่อนแอกลายเป็นคนตัดสินใจช้า ขี้กังวล ที่สำคัญจะหน้าแก่เร็วกว่าวัย น่ากลัวมากๆๆ
09.00 น. – 11.00 น. เป็นเวลาของม้าม
พูดน้อย กินน้อย และไม่นอนหลับ
11.00 น. – 13.00 น. เป็นช่วงเวลาที่หัวใจทำงานหนักที่สุด
ควรทำใจให้สบาย หลีกเลี่ยงสิ่งทึ่จะทำให้เครียด พยายามไม่ใช้ความคิดหนัก ถ้าต้องเครียดกับงานตรงหน้ามากนักก็ผ่อนคลายซะบ้าง
13.00 น. – 15.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้เล็ก
งดกินอาหารทุกประเภทให้ลำไส้เล็กได้พักผ่อน
15.00 น. – 17.00 น. เป็นเวลาของกระเพาะปัสสาวะ
ออกกำลังกายหรืออบตัวให้เหงื่อออก อย่ากลั้นปัสสาวะ
17.00 น. – 19.00 น. เป็นเวลาของไต
อาบน้ำทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่ควรออกกำลังกายหนัก
19.00 น. – 21.00 น. เป็นเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ
ควรหยุดทำงาน พักผ่อนทำสมาธิและสวดมนต์
21.00 น. – 23.00 น. เป็นเวลาของพลังงานรวม
ทำให้ร่างกายอบอุ่นนอนหลับให้ร่างกายพักผ่อนเต็มที่
23.00 น. – 01.00 น. เป็นเวลาของถุงน้ำดี
นอนหลับให้สนิท (ถ้าไม่หลับช่วงนี้มีโอกาสเกิดโรคมากมายและร่างกายจะทรุดโทรมไว)
วิธีช่วยกระดูกให้แข็งแรง
“ทำอย่างไรดี ไปตรวจความหนาแน่นของกระดูกแล้วพบว่า กระดูกบางลง”
โรคกระดูกพรุน คือ ภาวะที่มีเนื้อกระดูกบางตัวลง เนื่องจากมีการสร้างกระดูกน้อยกว่าการทำลายกระดูก ทำให้เสี่ยงต่อภาวะกระดูกหักหรือยุบตัวได้ง่าย โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก และกระดูกข้อมือ พบมากในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะสตรีที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
เมื่อเป็นโรคกระดูกพรุนจะทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ปวดหลัง กระดูกสันหลังยุบตัวลง หลังค่อม ตัวเตี้ยลง กระดูกแขนขาเปราะและหัก บางรายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง ทำให้พิการเดินไม่ได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดภาวะกระดูกพรุน เรามีวิธีบำรุงรักษากระดูกให้แข็งแรงมาฝากค่ะ
1. รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง และ รับประทานแคลเซียมเสริม
ผู้ใหญ่อายุน้อยกว่า 50 ปี ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม อายุมากกว่า 50 ปี ต้องการแคลเซียมวันละ 1,200 มิลลิกรัม แหล่งที่มาของแคลเซียมได้จาก Bi Gu Bi Ol Cr Ti Gu อาหารหลายประเภท เช่น นม โยเกิร์ต ชีส ปลาตัวเล็กทอด กุ้งแห้ง กะปิ ผักคะน้า ใบยอ ดอกแค เต้าหู้แข็ง ถั่วแดง และงาดำ โดยทั่วไปการรับประทานอาหารไทยจะได้รับแคลเซียมประมาณ 400 - 500 มิลลิกรัมต่อวัน หรือน้อยกว่าครึ่งหนึ่งที่ร่างกายควรได้รับ จึงควรดื่มนมเสริม แต่หากไม่ได้รับแคลเซียมจากอาหารอย่างเพียงพอ แนะนำให้รับประทานแคลเซียมชนิดเม็ดซึ่งมีหลักการเลือกผลิตภัณฑ์เสริม แคลเซียมดังนี้
1. ดูตัวยาสำคัญที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ ว่ามีวิตามินอื่นผสมหรือไม่ เพราะหากผสมวิตามินซี หรือวิตามินดีมากเกินไปอาจทำให้เกิดอันตราย
2. ดูว่าใน 1 เม็ด ให้อนุมูลแคลเซียมเท่าไร เพราะร่างกายต้องการแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 800 มิลลิกรัม
3. ดูว่าผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมอยู่ในรูปแบบใด เนื่องจากแคลเซียมละลายน้ำจะถูกดูดซึมได้ยาก ดังนั้นควรใช้ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมแบบเม็ดฟู่ เพราะจะละลายและดูดซึมได้ดีกว่าแบบธรรมดา
4. ต้องดูว่าแคลเซียมในผลิตภัณฑ์เป็นเกลือแคลเซียมอะไร เนื่องจากเกลือแคลเซียมแต่ละชนิดจะดูดซึมต่างกันในสภาวะกรดในกระเพาะต่าง ๆ กัน เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต จะดูดซึมได้น้อยลงถ้าผู้ป่วยมีกรดในกระเพาะอาหารน้อย
อย่างไรก็ตาม การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อความปลอดภัย
2. ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (weight-bearing exercise) อย่างสม่ำเสมอ ควรออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที โดยเฉพาะผู้สูงอายุและวัยหมดประจำเดือน เน้นการออกกำลังกายที่ลงน้ำหนัก เช่น เดินไกล วิ่งเหยาะๆ รำมวยจีน เต้นรำ เพื่อป้องกันการสูญเสียกระดูก การออกกำลังกายชนิดนี้ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น อีกทั้งยังทำให้กล้ามเนื้อและระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้นด้วย
3. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน
ได้แก่ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ลดเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ เนื่องจากจะทำให้การดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ลดลง ระวังการใช้ยาสเตียรอยด์ และยาลูกกลอน ซึ่งมีผลทำให้เกิดกระดูกพรุนมากขึ้นได้
4. ปรึกษาแพทย์เมื่อมีข้อสงสัย เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสม ส่งตรวจมวลกระดูกหรือความหนาแน่นของกระดูกในกรณีที่มีปัจจัยเสี่ยง และให้การรักษาเมื่อตรวจพบภาวะโรคกระดูกพรุน
สุดท้ายคงต้องบอกว่า การเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงสามารถทำได้ทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนอายุ 30 ปี เป็นการป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนที่ดีที่สุดและต้องไม่ลืมว่าการออกกำลัง กายแต่พอเหมาะและรับประทานอาหารอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ท่านมีสุขภาพดีไปอีก นาน .
10 เมนูแนะนำทำทุกวันให้เป็นวันครอบครัว
หากร่างกายคนเรายังต้องการอาหารเพื่อการเจริญเติบโต แน่นอนว่าครอบครัวก็คงต้องการอาหารเหมือนกัน แต่อาจะเรียกว่าเป็นการอาหารทางจิตใจเพื่อที่จะหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวให้ดำเนินไปด้วยความสุข และความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน สำหรับ 10 เมนูที่จะเสิร์ฟในวันนี้ ลองดูสิว่าจะสามารถช่วยลดความขัดแย้ง และเติมความสุขในครอบครัวของคุณได้หรือไม่
1.เมนูรอยยิ้มพิมพ์ใจให้กัน : ครอบครัวที่มีรอยยิ้มให้กัน จะช่วยเพิ่มความรัก ความผูกพัน ความอบอุ่น และมีความสุข เป็นครอบครัวที่น่าอยู่ส่งผลให้เกิดความมั่นคงในครอบครัว ครอบครัวที่อยู่ร่วมกันแล้วยิ้มแย้มแจ่มใส่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดีให้แก่สมาชิก ทำให้มีอารมณ์ดี มีความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กจะเติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพ สำหรับครอบครัวที่มีเรื่องขัดแย้งกันหรือความไม่เข้าใจกัน รอยยิ้มจะช่วยผ่อนคลายความตรึงเครียด ลดความบาดหมาง และปัญหาต่างๆในครอบครัวให้น้อยลง ดังนั้นต้องอย่าลืม “ยิ้ม” ให้กันทุกวัน
2.เมนูกอดกันได้กอดกันดี : กอดเป็นสัมผัสแห่งความรักที่ถ่ายทอดทุกอารมณ์และความรู้สึก ความรัก ความอบอุ่น ความห่วงใย ซึ่งนักบำบัดจิตวิทยาครอบครัวได้กล่าวไว้ว่า คนเราต้องการกอดวันละ 4 ครั้ง เพื่อการดำรงชีวิต กอดวันละ 8 ครั้งเพื่อการดำเนินชีวิต และกอดวันละ 12 ครั้งเพื่อการเจริญเติบโต ดังนั้นการกอดจึงเป็นการสื่อสารแห่งความรักรูปแบบหนึ่งที่ทุกคนในครอบครัวควรมีให้กัน
3.เมนูคุยกันได้เหมือนคู่ซี้ : สร้างบรรยากาศความไว้วางใจให้เกิดขึ้นภายในบ้าน โดยพ่อแม่ควรเปิดใจเข้าใจธรรมชาติของลูก รับฟังให้มาก พูดจาดี มีน้ำเสียงรื่นหู ลดการออกคำสั่ง ให้ลูกมีเวลาส่วนตัวบ้าง วางตัวให้น่าเคารพ จะได้รับความไว้วางใจจากลูก พูดคุยได้ทุกเรื่องเหมือนเพื่อนสนิทไม่มีความลับต่อกัน
4.เมนูดูทีวีด้วยกันบ่อยๆ : การดูทีวีเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สมาชิกทุกช่วงวัยในครอบครัวใช้เวลาร่วมกันได้การดูทีวีร่วมกันของครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของการจัดกระบวนการเรียนรู้สื่อโทรทัศน์ที่หลากหลาย หากพ่อแม่เอาใจใส่เวลาการดูทีวีของลูกอย่างใกล้ชิดก็จะสามารถใช้ทีวีเป็นสื่อที่มีคุณประโยชน์สำหรับเด็กๆได้
5.เมนูคอยให้กำลังใจ : สิ่งที่ครอบครัวควรมีเสมอไม่ว่าจะเจอปัญหาหนักหนาแค่ไหน นั้นคือการให้กำลังใจซึ่งกันและกันและทุกคนรู้ว่ามีกำลังใจรออยู่ที่บ้านเสมอ การกล่าวคำชื่นชมซึ่งกันและกันเป็นการสร้างกำลังใจอย่างหนึ่งที่สำคัญ รวมทั้ง 2 คำสำคัญต้องมีเสมอ นั้นคือคำว่า “ขอบคุณ” และ “ขอโทษ” นั่นเอง
6. เมนูอยู่เคียงข้างไม่หนีหาย : “ครอบครัว”เป็นหน่วยที่สำคัญที่สุด ในการแก้ปัญหาทุกเรื่องโดยเฉพาะปัญหาหรือความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับสมาชิกภายในครอบครัว เพราะคำว่าครอบครัวนั้นหมายความว่า คุณไม่ได้อยู่คนเดียวครอบครัวเป็นเหมือนเกาะป้องกันความทุกข์ยาก Bi Va Hu Gu Or Sa Me ความเจ็บปวดสำหรับสมาชิกทุกคน ครอบครัวต้องเป็นแหล่งหรือสถานที่ที่จะอยู่เคียงข้างและช่วยเหลือให้เราฝ่าฟันความทุกข์ ปัญหาความยากลำบาก และอุปสรรคนานาประการไปได้
7. เมนูบอกรักไม่เว้นวาย : การแสดงถึงความรักในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ อย่าลำบากใจที่จะพูดคำที่แสดงความรู้สึก เช่น รัก คิดถึง กับสมาชิกในครอบครัว เพราะคำพูดเหล่านี้เป็นสิ่งที่สมาชิกในครอบครัวอยากได้ยิน และเป็นคำที่สร้างความสุขให้เกิดขึ้นในครอบครัว โดยเฉพาะคำว่า “คิดถึง” “การบอกรัก” รวมทั้งการถามถึงสารทุกข์สุขดิบ การแสดงความเป็นห่วงเป็นใย ซึ่งคำพูดเหล่านี้ไม่ใช่แค่พ่อแม่ต้องทำให้ลูกเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ลูกต้องสื่อสารให้พ่อแม่ชื่นใจด้วย บอกรักกันยิ่งบ่อยยิ่งดี จะช่วยสร้างความรักความเข้าใจและลดความขัดแย้งในครอบครัวได้
8.เมนูสะพายกระเป๋าไปเที่ยวกัน : การท่องเที่ยวเป็นกาใช้เวลาร่วมกันของสมาชิกในครอบครัวที่จะช่วยเติมพลังให้กับร่างกายและจิตใจ กระชับความสัมพันธ์ให้คนในครอบครัวได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น มีโอกาสพูดคุยกันมากขึ้นได้เรียนรู้และปรับตัวต่อสิ่งใหม่ๆร่วมกัน
9.เมนูกินข้าวพร้อมหน้ากันทุกวัน : การกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันในครอบครัว เป็นเวลาแห่งความสุขของครอบครัว เพราะสมาชิกในครอบครัวจะได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเรียนรู้เรื่องราวต่างๆทำให้ความผูกผันและความสนิทสนมในครอบครัวมีเพิ่มมากขึ้นที่แต่ละครอบครัวควรกำหนด หรือตกลงกันไว้เลยว่า วันหนึ่งควรมีการกินข้าวร่วมกันอย่างน้อย 1 มื้อ
และ 10.เมนูชวนกันไปออกกำลังกาย : การออกกำลังกายร่วมกันของคนในครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างน้อยสัปดาห์ 1-2 ครั้งหรือมากกว่า เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะช่วยประสานความสัมพันธ์ในการสร้างเสริมสายใยเห็นใจและความเข้าใจที่จะนำไปสู่ความอบอุ่นใจ ตลอดจนสุขภาพแข็งแรง และจิตใจที่ดีแก่ทุกคนในครอบครัว เป็นภูมิคุ้มกันโรคภัยไข้เจ็บให้กับตัวเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ
10 เมนูที่ทุกคนในครอบครัวสามารถปฏิบัติตามได้ง่ายๆ ลองนำไปทำตามแล้วคุณจะรู้ว่าความสุขในครอบครัวคือสิ่งที่ทุกคนสามารถมอบให้กันและกันได้ตลอดเวลา อีกทั้งยังเป็นการป้องกันและลดความขัดแย้งระหว่างสมาชิกได้ด้วย หรือหากใครที่กำลังมีปัญหาอาจจะลองทำตามที่กล่าวไว้ข้างต้นบางครั้งการแก้ปัญหาในครอบครัวอาจจะเป็นเรื่องที่เล็กเท่าปลายเข็มไปเลยก็ได้ เพียงแค่เราอาจจะต้องมีการปรับมุมมองหรือเปลี่ยนทัศนคติดูบ้างเท่านั้น เพราะเรื่องในครอบครัวไม่ใช่เรื่องที่ต้องเอาชนะกัน แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องสร้างความเข้าใจ ความอบอุ่น ครอบครัวจึงจะน่าอยู่มากยิ่งขึ้น
1.เมนูรอยยิ้มพิมพ์ใจให้กัน : ครอบครัวที่มีรอยยิ้มให้กัน จะช่วยเพิ่มความรัก ความผูกพัน ความอบอุ่น และมีความสุข เป็นครอบครัวที่น่าอยู่ส่งผลให้เกิดความมั่นคงในครอบครัว ครอบครัวที่อยู่ร่วมกันแล้วยิ้มแย้มแจ่มใส่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดีให้แก่สมาชิก ทำให้มีอารมณ์ดี มีความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กจะเติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพ สำหรับครอบครัวที่มีเรื่องขัดแย้งกันหรือความไม่เข้าใจกัน รอยยิ้มจะช่วยผ่อนคลายความตรึงเครียด ลดความบาดหมาง และปัญหาต่างๆในครอบครัวให้น้อยลง ดังนั้นต้องอย่าลืม “ยิ้ม” ให้กันทุกวัน
2.เมนูกอดกันได้กอดกันดี : กอดเป็นสัมผัสแห่งความรักที่ถ่ายทอดทุกอารมณ์และความรู้สึก ความรัก ความอบอุ่น ความห่วงใย ซึ่งนักบำบัดจิตวิทยาครอบครัวได้กล่าวไว้ว่า คนเราต้องการกอดวันละ 4 ครั้ง เพื่อการดำรงชีวิต กอดวันละ 8 ครั้งเพื่อการดำเนินชีวิต และกอดวันละ 12 ครั้งเพื่อการเจริญเติบโต ดังนั้นการกอดจึงเป็นการสื่อสารแห่งความรักรูปแบบหนึ่งที่ทุกคนในครอบครัวควรมีให้กัน
3.เมนูคุยกันได้เหมือนคู่ซี้ : สร้างบรรยากาศความไว้วางใจให้เกิดขึ้นภายในบ้าน โดยพ่อแม่ควรเปิดใจเข้าใจธรรมชาติของลูก รับฟังให้มาก พูดจาดี มีน้ำเสียงรื่นหู ลดการออกคำสั่ง ให้ลูกมีเวลาส่วนตัวบ้าง วางตัวให้น่าเคารพ จะได้รับความไว้วางใจจากลูก พูดคุยได้ทุกเรื่องเหมือนเพื่อนสนิทไม่มีความลับต่อกัน
4.เมนูดูทีวีด้วยกันบ่อยๆ : การดูทีวีเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สมาชิกทุกช่วงวัยในครอบครัวใช้เวลาร่วมกันได้การดูทีวีร่วมกันของครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของการจัดกระบวนการเรียนรู้สื่อโทรทัศน์ที่หลากหลาย หากพ่อแม่เอาใจใส่เวลาการดูทีวีของลูกอย่างใกล้ชิดก็จะสามารถใช้ทีวีเป็นสื่อที่มีคุณประโยชน์สำหรับเด็กๆได้
5.เมนูคอยให้กำลังใจ : สิ่งที่ครอบครัวควรมีเสมอไม่ว่าจะเจอปัญหาหนักหนาแค่ไหน นั้นคือการให้กำลังใจซึ่งกันและกันและทุกคนรู้ว่ามีกำลังใจรออยู่ที่บ้านเสมอ การกล่าวคำชื่นชมซึ่งกันและกันเป็นการสร้างกำลังใจอย่างหนึ่งที่สำคัญ รวมทั้ง 2 คำสำคัญต้องมีเสมอ นั้นคือคำว่า “ขอบคุณ” และ “ขอโทษ” นั่นเอง
6. เมนูอยู่เคียงข้างไม่หนีหาย : “ครอบครัว”เป็นหน่วยที่สำคัญที่สุด ในการแก้ปัญหาทุกเรื่องโดยเฉพาะปัญหาหรือความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับสมาชิกภายในครอบครัว เพราะคำว่าครอบครัวนั้นหมายความว่า คุณไม่ได้อยู่คนเดียวครอบครัวเป็นเหมือนเกาะป้องกันความทุกข์ยาก Bi Va Hu Gu Or Sa Me ความเจ็บปวดสำหรับสมาชิกทุกคน ครอบครัวต้องเป็นแหล่งหรือสถานที่ที่จะอยู่เคียงข้างและช่วยเหลือให้เราฝ่าฟันความทุกข์ ปัญหาความยากลำบาก และอุปสรรคนานาประการไปได้
7. เมนูบอกรักไม่เว้นวาย : การแสดงถึงความรักในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ อย่าลำบากใจที่จะพูดคำที่แสดงความรู้สึก เช่น รัก คิดถึง กับสมาชิกในครอบครัว เพราะคำพูดเหล่านี้เป็นสิ่งที่สมาชิกในครอบครัวอยากได้ยิน และเป็นคำที่สร้างความสุขให้เกิดขึ้นในครอบครัว โดยเฉพาะคำว่า “คิดถึง” “การบอกรัก” รวมทั้งการถามถึงสารทุกข์สุขดิบ การแสดงความเป็นห่วงเป็นใย ซึ่งคำพูดเหล่านี้ไม่ใช่แค่พ่อแม่ต้องทำให้ลูกเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ลูกต้องสื่อสารให้พ่อแม่ชื่นใจด้วย บอกรักกันยิ่งบ่อยยิ่งดี จะช่วยสร้างความรักความเข้าใจและลดความขัดแย้งในครอบครัวได้
8.เมนูสะพายกระเป๋าไปเที่ยวกัน : การท่องเที่ยวเป็นกาใช้เวลาร่วมกันของสมาชิกในครอบครัวที่จะช่วยเติมพลังให้กับร่างกายและจิตใจ กระชับความสัมพันธ์ให้คนในครอบครัวได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น มีโอกาสพูดคุยกันมากขึ้นได้เรียนรู้และปรับตัวต่อสิ่งใหม่ๆร่วมกัน
9.เมนูกินข้าวพร้อมหน้ากันทุกวัน : การกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันในครอบครัว เป็นเวลาแห่งความสุขของครอบครัว เพราะสมาชิกในครอบครัวจะได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเรียนรู้เรื่องราวต่างๆทำให้ความผูกผันและความสนิทสนมในครอบครัวมีเพิ่มมากขึ้นที่แต่ละครอบครัวควรกำหนด หรือตกลงกันไว้เลยว่า วันหนึ่งควรมีการกินข้าวร่วมกันอย่างน้อย 1 มื้อ
และ 10.เมนูชวนกันไปออกกำลังกาย : การออกกำลังกายร่วมกันของคนในครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างน้อยสัปดาห์ 1-2 ครั้งหรือมากกว่า เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะช่วยประสานความสัมพันธ์ในการสร้างเสริมสายใยเห็นใจและความเข้าใจที่จะนำไปสู่ความอบอุ่นใจ ตลอดจนสุขภาพแข็งแรง และจิตใจที่ดีแก่ทุกคนในครอบครัว เป็นภูมิคุ้มกันโรคภัยไข้เจ็บให้กับตัวเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ
10 เมนูที่ทุกคนในครอบครัวสามารถปฏิบัติตามได้ง่ายๆ ลองนำไปทำตามแล้วคุณจะรู้ว่าความสุขในครอบครัวคือสิ่งที่ทุกคนสามารถมอบให้กันและกันได้ตลอดเวลา อีกทั้งยังเป็นการป้องกันและลดความขัดแย้งระหว่างสมาชิกได้ด้วย หรือหากใครที่กำลังมีปัญหาอาจจะลองทำตามที่กล่าวไว้ข้างต้นบางครั้งการแก้ปัญหาในครอบครัวอาจจะเป็นเรื่องที่เล็กเท่าปลายเข็มไปเลยก็ได้ เพียงแค่เราอาจจะต้องมีการปรับมุมมองหรือเปลี่ยนทัศนคติดูบ้างเท่านั้น เพราะเรื่องในครอบครัวไม่ใช่เรื่องที่ต้องเอาชนะกัน แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องสร้างความเข้าใจ ความอบอุ่น ครอบครัวจึงจะน่าอยู่มากยิ่งขึ้น
ผู้ป่วยเบาหวานกับอาการปัสสาวะยาก
นอกจากในระยะแรกที่ผู้ป่วยเบาหวานจะมีอาการปัสสาวะบ่อยแล้ว ผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทยังมักจะมีปัญหาการทำงานของกระเพาะปัสสาวะผิดปกติหรือบกพร่องไปด้วย โดยที่ผู้ป่วยอาจจะมีหรือไม่มีอาการเกี่ยวกับการปัสสาวะลำบาก (bladder dysfunction) ก็ได้
เมื่อเป็นเบาหวานแล้ว ผู้ป่วยจำเป็นต้องเรียนรู้ และดูแลรักษาตัวเองอย่างมีวินัย โดยเฉพาะอาหารการกิน เพื่อคุมระดับน้ำตาลในเลือด แผลกดทับ รวมทั้งความดัน โลหิต รวมทั้งอาการปัสสาวะลำบาก ซึ่งหากมีอาการ ผิดปกติเหล่านี้ จะต้องรีบปรึกษาแพทย์ อย่าปล่อยไว้ให้เรื้อรังเป็นอันขาด
สำหรับอาการแรกเริ่มที่จะสังเกตได้ คือ ไม่ค่อยรู้สึกปวดปัสสาวะนานๆ จึงจะรู้สึกปวดปัสสาวะครั้งหนึ่ง sp sp sp cl Vo Ol Te ต่อมาเมื่ออาการเป็นมากขึ้นอาจจะปัสสาวะเพียงวันละ 1 หรือ 2 ครั้ง อาการจะค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ อาการต่อมาจะรู้สึกเบ่งปัสสาวะลำบากต้องใช้แรงเบ่งมากและปัสสาวะออกได้ช้าลง ไม่ค่อยพุ่งตามปกติ สุดท้ายก็อาจจะมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่ได้ มีปัสสาวะเล็ดหรือราดออกมาโดยไม่รู้ตัว
การวินิจฉัยแยกโรคที่สำคัญคือต้องแยกอาการเหล่านี้ออกจากอาการที่เกิดจากการอุดตันของทางเดินปัสสาวะจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ต่อมลูกหมากโตในผู้ชาย ภาวะกระเพาะปัสสาวะไม่ทำงานในผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น
ส่วนการรักษาแล้วแต่อาการของผู้ป่วยแต่ละรายว่าเป็นมากน้อยเพียงใด อาจเริ่มตั้งแต่การฝึกการขับถ่ายปัสสาวะ การใช้ยาบางชนิด แต่ที่สำคัญและมีประโยชน์มากในผู้ป่วยที่มีอาการมากก็คือการหัดสวนปัสสาวะเอง ซึ่งสามารถฝึก ทำเองได้ไม่ยากเมื่อได้รับการฝึกสอนที่ถูกต้อง
สิ่งสำคัญสูงสุดต้องสังเกตอาการผิดปกติในร่างกาย และเรียนรู้ที่จะอยู่กับเบาหวานได้อย่างมีวินัยและมีความสุข
เมื่อเป็นเบาหวานแล้ว ผู้ป่วยจำเป็นต้องเรียนรู้ และดูแลรักษาตัวเองอย่างมีวินัย โดยเฉพาะอาหารการกิน เพื่อคุมระดับน้ำตาลในเลือด แผลกดทับ รวมทั้งความดัน โลหิต รวมทั้งอาการปัสสาวะลำบาก ซึ่งหากมีอาการ ผิดปกติเหล่านี้ จะต้องรีบปรึกษาแพทย์ อย่าปล่อยไว้ให้เรื้อรังเป็นอันขาด
สำหรับอาการแรกเริ่มที่จะสังเกตได้ คือ ไม่ค่อยรู้สึกปวดปัสสาวะนานๆ จึงจะรู้สึกปวดปัสสาวะครั้งหนึ่ง sp sp sp cl Vo Ol Te ต่อมาเมื่ออาการเป็นมากขึ้นอาจจะปัสสาวะเพียงวันละ 1 หรือ 2 ครั้ง อาการจะค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ อาการต่อมาจะรู้สึกเบ่งปัสสาวะลำบากต้องใช้แรงเบ่งมากและปัสสาวะออกได้ช้าลง ไม่ค่อยพุ่งตามปกติ สุดท้ายก็อาจจะมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่ได้ มีปัสสาวะเล็ดหรือราดออกมาโดยไม่รู้ตัว
การวินิจฉัยแยกโรคที่สำคัญคือต้องแยกอาการเหล่านี้ออกจากอาการที่เกิดจากการอุดตันของทางเดินปัสสาวะจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ต่อมลูกหมากโตในผู้ชาย ภาวะกระเพาะปัสสาวะไม่ทำงานในผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น
ส่วนการรักษาแล้วแต่อาการของผู้ป่วยแต่ละรายว่าเป็นมากน้อยเพียงใด อาจเริ่มตั้งแต่การฝึกการขับถ่ายปัสสาวะ การใช้ยาบางชนิด แต่ที่สำคัญและมีประโยชน์มากในผู้ป่วยที่มีอาการมากก็คือการหัดสวนปัสสาวะเอง ซึ่งสามารถฝึก ทำเองได้ไม่ยากเมื่อได้รับการฝึกสอนที่ถูกต้อง
สิ่งสำคัญสูงสุดต้องสังเกตอาการผิดปกติในร่างกาย และเรียนรู้ที่จะอยู่กับเบาหวานได้อย่างมีวินัยและมีความสุข
เผย 28 เคล็ดลับยาสมุนไพรรักษาโรค
แนะ! กระเทียม ช่วยลดไขมันในหลอดเลือดได้
การใช้สมุนไพรเป็นยาบำบัดโรคนั้นอาจใช้ ในรูปยาสมุนไพรเดี่ยวๆ หรือใช้ในรูปตำรับ ยาสมุนไพร ปัจจุบันตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณที่กระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ใช้รักษาโรคได้มีทั้งหมด 28 ขนาน เช่น
ยาจันทน์ลีลา ใช้แก้ไข้ แก้ตัวร้อน
ยามหานิลแท่งทอง ใช้แก้ไข้ แก้หัด อีสุกอีใส
ยาหอมเทพพิจิตร แก้ลม บำรุงหัวใจ
ยาเหลืองปิดสมุทร แก้ท้องเสีย
ยาประสะมะแว้ง แก้ไอ ขับเสมหะ
ยาตรีหอม แก้ท้องผูกในเด็ก ระบายพิษไข้
สมุนไพรที่นิยมใช้เดี่ยวๆ รักษาอาการของโรคที่พบบ่อยๆ ได้แก่
สมุนไพรแก้ไข้ ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด
สมุนไพรแก้ท้องเสีย กล้วยน้ำว้า ทับทิม ฝรั่งดิบ
สมุนไพรแก้ไอ มะแว้ง ขิง มะนาว
สมุนไพรแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขมิ้นชัน แห้วหมู กระชาย
สมุนไพรช่วยให้นอนหลับ ขี้เหล็ก ดอกบัวหลวง หัวหอมใหญ่
สมุนไพรแก้เชื้อรา กระเทียม ข่า ชุมเห็ดเทศ
สมุนไพรแก้เริม เสลดพังพอนตัวเมียและตัวผู้
สูตรสมุนไพรบำรุงผิวหน้า
1.ว่านหางจระเข้ : บำรุงผิว ป้องกันฝ้า ลบรอยจุด ด่างดำ รักษาสิว
2.แตงกวา : สมานผิว ลบรอยเหี่ยวย่น
3.มะเขือเทศ : สมานผิว ลดรอยเหี่ยวย่น จุดด่างดำ
4.ขมิ้นสด : บำรุงผิวหน้าผุดผ่องสดใสอ่อนวัย และช่วยให้สิวยุบเร็ว
5.กล้วยน้ำว้าสุก : บำรุงผิวนุ่มเนียนอ่อนวัย
6.หัวไชเท้า : ช่วยลดรอยฝ้าและกระให้จางหาย
สมุนไพรที่มีสารต้านเซลล์มะเร็ง
มะกรูด ผักแขยง ขึ้นฉ่าย บัวบก ผักชีฝรั่ง กระชาย ข่าใหญ่ มันเทศ ใบมะม่วง มะกอก เบญจมาศ แขนงกะหล่ำ แตงกวา พริกไทย ดีปลี โหระพา กะเพรา ใบตะไคร้ ถั่ว ผักแว่น ผักขวง เพกา ช้าพลู (ชะพลู) ลูกผักชี เร่ว เหงือกปลาหมอ ขมิ้นอ้อย หัวหอมแดง หอมหัวใหญ่ กระเทียม ฯลฯ
สมุนไพรที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ (วิตามินเอ ซี อี)
วิตามินเอสูง ได้แก่ ใบยอ ใบย่านาง ตำลึง ผักกูด มะระ กระสัง ผักแพว ผักชีลาว ผักแว่น ผักบุ้ง เหลียงกระเจี๊ยบแดง แมงลัก ชะอม พริกชี้ฟ้าแดง แพงพวย ขี้เหล็ก ฯลฯ
วิตามินซีสูง ได้แก่ มะขามป้อม ฝรั่ง มะปราง ขนุน ละมุด มะละกอ มะกอก ส้ม มะขาม ลูกหว้า พุทรา ฯลฯ
วิตามินอีสูง ได้แก่ พวกธัญพืชต่างๆ เช่น งาดำ ข้าวซ้อมมือ จมูกข้าว ข้าวโพด ฯลฯ
เบตาแคโรทีนสูง ได้แก่ แคร์รอต ฟักทอง แค กะเพรา แพชั่นฟรุต ขี้เหล็ก ผักเชียงดา ยอดฟักข้าว ผักแซ่ว ฯลฯ
สมุนไพรไทยและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่แสดงฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง
พืชสมุนไพร บวบขม จำปีป่า ปลาไหลเผือก ทองพันชั่ง เจตมูลเพลิงแดง ราชดัด ฝาง แสมสาร ติงตัง ขมิ้นต้น ฟ้าทะลายโจร กระเทียม ประยงค์ รงทอง ข่อย ขมิ้นชัน แกแล สมอไทย ขันทองพยาบาท
เครือเถาวัลย์ ดองดึง โล่ติ้น เจตมูลเพลิงขาว มังคุด โทงเทง ทับทิม จำปา ไพล ปรู จำปีหลวง พลับพลึง สบู่ดำ แพงพวยฝรั่ง สีเสียด กะเม็ง สมอพิเภก
สมุนไพรกับโรคความดันโลหิตสูง
ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูงจะต้องได้รับการควบคุมดูแลจากแพทย์แผนปัจจุบัน และในการนำสมุนไพรมาใช้ใน ผู้ป่วยโรคความดัน bo ea al sp sp ne ea โลหิตสูงจะต้องระมัดระวัง และจะต้องตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอจากแพทย์แผนปัจจุบัน สมุนไพรที่ใช้ขับปัสสาวะมีดังนี้
หญ้าหนวดแมว ในใบของหญ้าหนวดแมวจะมีเกลือโพแทสเซียมปริมาณ 0.7-0.8% ใช้ใบอ่อนเป็นยาขับปัสสาวะที่มีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากเกลือโพแทสเซียมในใบอ่อนจะมีปริมาณสูง ตามตำรายาไทยใช้แก้โรคปวดตามสันหลังและเอว ใช้ขับนิ่วและลดความดันโลหิตสูง
ข้อควรระวัง
1.เนื่องจากหญ้าหนวดแมวมีเกลือโพแทสเซียมสูงจึงไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ
2.ควรใช้การชง ไม่ควรใช้การต้ม และควรใช้ใบอ่อน เพราะใบแก่จะมีเกลือโพแทสเซียมละลายออกมามาก มีฤทธิ์กดหัวใจ ทำให้หายใจผิดปกติได้
3.ควรใช้ใบตากแห้ง ถ้าใช้ใบสดจะมีอาการคลื่นไส้และหัวใจสั่น
4.ไม่ควรใช้หญ้าหนวดแมวคู่กับยาแอสไพริน เพราะจะทำให้ยามีฤทธิ์ต่อหัวใจมากขึ้น
5.ก่อนการใช้ควรปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบันและได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัย
หญ้าคา ในรากหญ้าคามีสารอะรันโดอินและไซลินดริน ทั้งกรดอินทรีย์หลายชนิด ตามตำรับยาไทยใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา โดยต้นหญ้าคาสด 40-50 กรัม (น้ำหนักแห้ง 10-15 กรัม) หรือ 1 กำมือ ต้มดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยชา (75 มิลลิลิตร)
หมายเหตุ การใช้สมุนไพรขับปัสสาวะทุกชนิดต้องปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากการใช้ยาขับปัสสาวะเกินขนาดอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้
สรรพคุณสมุนไพรที่ช่วยลดไขมันในหลอดเลือด
1.น้ำมันเมล็ดดอกคำฝอย จากการวิจัยในสัตว์ทดลองและในคนพบว่าน้ำมัน เมล็ดดอกคำฝอยช่วยทำให้ปริมาณคอเลส เตอรอลในเลือดลดลงและลดการอุดตัน ไขมันในหลอดเลือดได้
2.กระเทียม มีสารอัลลิซินที่มีฤทธิ์ลด ไขมันในหลอดเลือดได้ ซึ่งจะใช้กระเทียม ประมาณ 5-7 กลีบ รับประทานหลังอาหารทุกมื้อ เป็นเวลา 1 เดือน ปริมาณคอเลส เตอรอลในเลือดจะลดลง
3.ถั่วเหลือง ในถั่วเหลืองจะมีกรด อะมิโน เลซิติน และวิตามินอีสูง จะช่วยลดระดับไขมันในหลอดเลือด
การปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดโรคเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ
1.การรับประทานอาหารที่มีไขมันน้อย เช่น ปลา ผัก ผลไม้ อาหาร สมุนไพร ไม่รับประทานอาหารรสเค็มจัด
2.การออกกำลังกายสม่ำเสมอ
3.การพักผ่อนให้เพียงพอ
4.ตรวจร่างกายประจำทุกปี
สรุปรายชื่อสมุนไพรที่ควรใช้ในรูปอาหารกับโรคเบาหวาน ได้แก่
บอระเพ็ด มะระไทย ลูกใต้ใบ หญ้าใต้ใบ มะแว้ง เครือมะแว้ง ต้นตำลึง ฟ้าทะลายโจร สะตอ ว่านหางจระเข้ แมงลัก อินทนิลน้ำ หอมใหญ่ กระเทียม หญ้าหนวดแมว เตยหอม ฝรั่ง ช้าพลู ขี้เหล็ก สะเดา ผักบุ้ง สักกำแพงเจ็ดชั้น มวกแดง-ขาว ชะเอมไทย รากลำเจียก รากคนทา
หมายเหตุ - การรักษาโรคเบาหวานควรปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน เพราะการใช้ยาลดระดับน้ำตาลร่วมกับยาแผนปัจจุบันอาจจะทำให้น้ำตาลลดลงมากเกินไป เป็นอันตรายได้ จึงแนะนำให้ใช้สมุนไพรในรูปของการปรุงอาหารในชีวิตประจำวัน
สมุนไพรกับโรคเอดส์
รายงานการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสมุนไพรรักษาโรคเอดส์มีการศึกษาเกี่ยวกับสมุนไพรหลายชนิด
โปรตีนจากระหุ่ง แม้ว่าจะมีพิษแต่ก็มีผู้พบว่าส่วนหนึ่งของโปรตีน Ricin ซึ่งเป็นพิษคือ dg A สามารถจับ antibody ของ HIV ซึ่งทำให้ไปยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส โดยมีผลต่อเซลล์ปกติเพียง 1/1,000 ของเซลล์ที่มีไวรัส
การค้นพบนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการพบยาที่ป้องกันหรือยืดเวลาในการเกิดโรคเอดส์
Hypericum spp.
พืชสกุลนี้บ้านเรามี บัวทอง (Hyperi cum garrettii Craib) มีผู้สกัดสาร Hypericin และ Pseudohypericin จากพืชนี้ พบว่ามีฤทธิ์ป้องกันการขยายตัวของไวรัสเอดส์
Castanospermun australe
Tyms และคณะได้พบว่าแอลคาลอยด์ 3 ชนิด มีผลยับยั้งเอนไซม์ที่ช่วยให้ไวรัสจับกับ T-cells ซึ่งสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย และแอลคาลอยด์ที่ให้ผลดีที่สุดคือ Castanospermine จาก Castanospermum australe ไม้ยืนต้นของออสเตรเลีย และสารนี้มีพิษน้อย มีฤทธิ์ข้างเคียง เช่น น้ำหนักลด ท้องเสีย
ยังไม่มีสมุนไพรใดที่ใช้รักษาโรคเอดส์ได้จริงจัง ส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างการทดลอง ซึ่งบางอย่างก็ทดลองโดยไม่ถูกกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามการศึกษาสมุนไพร ก็เป็นแนวทางหนึ่งในการจะค้นพบยารักษาโรคนี้
การใช้สมุนไพรเป็นยาบำบัดโรคนั้นอาจใช้ ในรูปยาสมุนไพรเดี่ยวๆ หรือใช้ในรูปตำรับ ยาสมุนไพร ปัจจุบันตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณที่กระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ใช้รักษาโรคได้มีทั้งหมด 28 ขนาน เช่น
ยาจันทน์ลีลา ใช้แก้ไข้ แก้ตัวร้อน
ยามหานิลแท่งทอง ใช้แก้ไข้ แก้หัด อีสุกอีใส
ยาหอมเทพพิจิตร แก้ลม บำรุงหัวใจ
ยาเหลืองปิดสมุทร แก้ท้องเสีย
ยาประสะมะแว้ง แก้ไอ ขับเสมหะ
ยาตรีหอม แก้ท้องผูกในเด็ก ระบายพิษไข้
สมุนไพรที่นิยมใช้เดี่ยวๆ รักษาอาการของโรคที่พบบ่อยๆ ได้แก่
สมุนไพรแก้ไข้ ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด
สมุนไพรแก้ท้องเสีย กล้วยน้ำว้า ทับทิม ฝรั่งดิบ
สมุนไพรแก้ไอ มะแว้ง ขิง มะนาว
สมุนไพรแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขมิ้นชัน แห้วหมู กระชาย
สมุนไพรช่วยให้นอนหลับ ขี้เหล็ก ดอกบัวหลวง หัวหอมใหญ่
สมุนไพรแก้เชื้อรา กระเทียม ข่า ชุมเห็ดเทศ
สมุนไพรแก้เริม เสลดพังพอนตัวเมียและตัวผู้
สูตรสมุนไพรบำรุงผิวหน้า
1.ว่านหางจระเข้ : บำรุงผิว ป้องกันฝ้า ลบรอยจุด ด่างดำ รักษาสิว
2.แตงกวา : สมานผิว ลบรอยเหี่ยวย่น
3.มะเขือเทศ : สมานผิว ลดรอยเหี่ยวย่น จุดด่างดำ
4.ขมิ้นสด : บำรุงผิวหน้าผุดผ่องสดใสอ่อนวัย และช่วยให้สิวยุบเร็ว
5.กล้วยน้ำว้าสุก : บำรุงผิวนุ่มเนียนอ่อนวัย
6.หัวไชเท้า : ช่วยลดรอยฝ้าและกระให้จางหาย
สมุนไพรที่มีสารต้านเซลล์มะเร็ง
มะกรูด ผักแขยง ขึ้นฉ่าย บัวบก ผักชีฝรั่ง กระชาย ข่าใหญ่ มันเทศ ใบมะม่วง มะกอก เบญจมาศ แขนงกะหล่ำ แตงกวา พริกไทย ดีปลี โหระพา กะเพรา ใบตะไคร้ ถั่ว ผักแว่น ผักขวง เพกา ช้าพลู (ชะพลู) ลูกผักชี เร่ว เหงือกปลาหมอ ขมิ้นอ้อย หัวหอมแดง หอมหัวใหญ่ กระเทียม ฯลฯ
สมุนไพรที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ (วิตามินเอ ซี อี)
วิตามินเอสูง ได้แก่ ใบยอ ใบย่านาง ตำลึง ผักกูด มะระ กระสัง ผักแพว ผักชีลาว ผักแว่น ผักบุ้ง เหลียงกระเจี๊ยบแดง แมงลัก ชะอม พริกชี้ฟ้าแดง แพงพวย ขี้เหล็ก ฯลฯ
วิตามินซีสูง ได้แก่ มะขามป้อม ฝรั่ง มะปราง ขนุน ละมุด มะละกอ มะกอก ส้ม มะขาม ลูกหว้า พุทรา ฯลฯ
วิตามินอีสูง ได้แก่ พวกธัญพืชต่างๆ เช่น งาดำ ข้าวซ้อมมือ จมูกข้าว ข้าวโพด ฯลฯ
เบตาแคโรทีนสูง ได้แก่ แคร์รอต ฟักทอง แค กะเพรา แพชั่นฟรุต ขี้เหล็ก ผักเชียงดา ยอดฟักข้าว ผักแซ่ว ฯลฯ
สมุนไพรไทยและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่แสดงฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง
พืชสมุนไพร บวบขม จำปีป่า ปลาไหลเผือก ทองพันชั่ง เจตมูลเพลิงแดง ราชดัด ฝาง แสมสาร ติงตัง ขมิ้นต้น ฟ้าทะลายโจร กระเทียม ประยงค์ รงทอง ข่อย ขมิ้นชัน แกแล สมอไทย ขันทองพยาบาท
เครือเถาวัลย์ ดองดึง โล่ติ้น เจตมูลเพลิงขาว มังคุด โทงเทง ทับทิม จำปา ไพล ปรู จำปีหลวง พลับพลึง สบู่ดำ แพงพวยฝรั่ง สีเสียด กะเม็ง สมอพิเภก
สมุนไพรกับโรคความดันโลหิตสูง
ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูงจะต้องได้รับการควบคุมดูแลจากแพทย์แผนปัจจุบัน และในการนำสมุนไพรมาใช้ใน ผู้ป่วยโรคความดัน bo ea al sp sp ne ea โลหิตสูงจะต้องระมัดระวัง และจะต้องตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอจากแพทย์แผนปัจจุบัน สมุนไพรที่ใช้ขับปัสสาวะมีดังนี้
หญ้าหนวดแมว ในใบของหญ้าหนวดแมวจะมีเกลือโพแทสเซียมปริมาณ 0.7-0.8% ใช้ใบอ่อนเป็นยาขับปัสสาวะที่มีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากเกลือโพแทสเซียมในใบอ่อนจะมีปริมาณสูง ตามตำรายาไทยใช้แก้โรคปวดตามสันหลังและเอว ใช้ขับนิ่วและลดความดันโลหิตสูง
ข้อควรระวัง
1.เนื่องจากหญ้าหนวดแมวมีเกลือโพแทสเซียมสูงจึงไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ
2.ควรใช้การชง ไม่ควรใช้การต้ม และควรใช้ใบอ่อน เพราะใบแก่จะมีเกลือโพแทสเซียมละลายออกมามาก มีฤทธิ์กดหัวใจ ทำให้หายใจผิดปกติได้
3.ควรใช้ใบตากแห้ง ถ้าใช้ใบสดจะมีอาการคลื่นไส้และหัวใจสั่น
4.ไม่ควรใช้หญ้าหนวดแมวคู่กับยาแอสไพริน เพราะจะทำให้ยามีฤทธิ์ต่อหัวใจมากขึ้น
5.ก่อนการใช้ควรปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบันและได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัย
หญ้าคา ในรากหญ้าคามีสารอะรันโดอินและไซลินดริน ทั้งกรดอินทรีย์หลายชนิด ตามตำรับยาไทยใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา โดยต้นหญ้าคาสด 40-50 กรัม (น้ำหนักแห้ง 10-15 กรัม) หรือ 1 กำมือ ต้มดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยชา (75 มิลลิลิตร)
หมายเหตุ การใช้สมุนไพรขับปัสสาวะทุกชนิดต้องปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากการใช้ยาขับปัสสาวะเกินขนาดอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้
สรรพคุณสมุนไพรที่ช่วยลดไขมันในหลอดเลือด
1.น้ำมันเมล็ดดอกคำฝอย จากการวิจัยในสัตว์ทดลองและในคนพบว่าน้ำมัน เมล็ดดอกคำฝอยช่วยทำให้ปริมาณคอเลส เตอรอลในเลือดลดลงและลดการอุดตัน ไขมันในหลอดเลือดได้
2.กระเทียม มีสารอัลลิซินที่มีฤทธิ์ลด ไขมันในหลอดเลือดได้ ซึ่งจะใช้กระเทียม ประมาณ 5-7 กลีบ รับประทานหลังอาหารทุกมื้อ เป็นเวลา 1 เดือน ปริมาณคอเลส เตอรอลในเลือดจะลดลง
3.ถั่วเหลือง ในถั่วเหลืองจะมีกรด อะมิโน เลซิติน และวิตามินอีสูง จะช่วยลดระดับไขมันในหลอดเลือด
การปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดโรคเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ
1.การรับประทานอาหารที่มีไขมันน้อย เช่น ปลา ผัก ผลไม้ อาหาร สมุนไพร ไม่รับประทานอาหารรสเค็มจัด
2.การออกกำลังกายสม่ำเสมอ
3.การพักผ่อนให้เพียงพอ
4.ตรวจร่างกายประจำทุกปี
สรุปรายชื่อสมุนไพรที่ควรใช้ในรูปอาหารกับโรคเบาหวาน ได้แก่
บอระเพ็ด มะระไทย ลูกใต้ใบ หญ้าใต้ใบ มะแว้ง เครือมะแว้ง ต้นตำลึง ฟ้าทะลายโจร สะตอ ว่านหางจระเข้ แมงลัก อินทนิลน้ำ หอมใหญ่ กระเทียม หญ้าหนวดแมว เตยหอม ฝรั่ง ช้าพลู ขี้เหล็ก สะเดา ผักบุ้ง สักกำแพงเจ็ดชั้น มวกแดง-ขาว ชะเอมไทย รากลำเจียก รากคนทา
หมายเหตุ - การรักษาโรคเบาหวานควรปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน เพราะการใช้ยาลดระดับน้ำตาลร่วมกับยาแผนปัจจุบันอาจจะทำให้น้ำตาลลดลงมากเกินไป เป็นอันตรายได้ จึงแนะนำให้ใช้สมุนไพรในรูปของการปรุงอาหารในชีวิตประจำวัน
สมุนไพรกับโรคเอดส์
รายงานการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสมุนไพรรักษาโรคเอดส์มีการศึกษาเกี่ยวกับสมุนไพรหลายชนิด
โปรตีนจากระหุ่ง แม้ว่าจะมีพิษแต่ก็มีผู้พบว่าส่วนหนึ่งของโปรตีน Ricin ซึ่งเป็นพิษคือ dg A สามารถจับ antibody ของ HIV ซึ่งทำให้ไปยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส โดยมีผลต่อเซลล์ปกติเพียง 1/1,000 ของเซลล์ที่มีไวรัส
การค้นพบนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการพบยาที่ป้องกันหรือยืดเวลาในการเกิดโรคเอดส์
Hypericum spp.
พืชสกุลนี้บ้านเรามี บัวทอง (Hyperi cum garrettii Craib) มีผู้สกัดสาร Hypericin และ Pseudohypericin จากพืชนี้ พบว่ามีฤทธิ์ป้องกันการขยายตัวของไวรัสเอดส์
Castanospermun australe
Tyms และคณะได้พบว่าแอลคาลอยด์ 3 ชนิด มีผลยับยั้งเอนไซม์ที่ช่วยให้ไวรัสจับกับ T-cells ซึ่งสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย และแอลคาลอยด์ที่ให้ผลดีที่สุดคือ Castanospermine จาก Castanospermum australe ไม้ยืนต้นของออสเตรเลีย และสารนี้มีพิษน้อย มีฤทธิ์ข้างเคียง เช่น น้ำหนักลด ท้องเสีย
ยังไม่มีสมุนไพรใดที่ใช้รักษาโรคเอดส์ได้จริงจัง ส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างการทดลอง ซึ่งบางอย่างก็ทดลองโดยไม่ถูกกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามการศึกษาสมุนไพร ก็เป็นแนวทางหนึ่งในการจะค้นพบยารักษาโรคนี้
เรื่องเบาๆ ที่ไม่เบาเมื่อเข้าห้องน้ำ
พอถึงวัยหนึ่งจะไม่ค่อยอยากไปเที่ยวนะครับ ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา เช่น เบื่ออยากอยู่บ้าน รำคาญรถติดและอีกเหตุผลยอดฮิตก็คือ “ห่วงเข้าห้องน้ำ”
เพราะบางท่านปวดแล้วรอไม่ได้ต้องรีบเข้าเลย หรือบางท่านปวดปัสสาวะบ่อยมากอั้นลำบาก ต้องหยุดรถบ่อย รวมความแล้วคือเรื่องระบบระบายมีปัญหา ส่วนใหญ่ที่ผู้ใหญ่เป็นคือเรื่อง “ปัสสาวะ” ครับ
ปัญหาเรื่องการถ่ายเบาเป็นปัญหาที่ทำให้หลายคนรู้สึก “ไม่เบา” เลยนะครับเพราะมันกลายเป็นสิ่งที่ขัดขวางการใช้ชีวิตอันแสนสุขไป ทำให้การนอนไม่เต็มตา ต้องลุกมาเข้าห้องน้ำ จะหลับจะนอนให้ต่อเนื่องก็สุดวิสัย เพราะตื่นมาแล้วก็ตาค้าง ต้องเลยตามเลยไปดังนั้น ครั้นเกิดปรากฏการณ์หนังไม่จบม้วนอย่างนี้ทุกคืนก็ทำให้สุขภาพแย่ครับ มึนหัว ความดันขึ้น หงุดหงิด ใจสั่น สารพัดสารพันปัญหาสุขภาพเข้ามา แค่เริ่มจากปัญหา “เบา” เพียงเท่านั้น
อาการเบาแยกตามเพศ
อาการปัสสาวะผิดปกตินี่ต้องดูแยกเพศกันครับเพราะบุรุษและสตรีจะมีอาการเบาที่เฉพาะแตกต่างกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าสตรีอาจมีปัสสาวะขัดร่วมกับตกขาว แต่บุรุษจะมีร่วมกับมูกหรือหนองจากปลายท่อปัสสาวะได้ วันนี้เลยขอแบ่งลักษณะความผิดปกติไว้ให้ท่านดูง่ายๆ นะครับ
สตรี
ปัสสาวะบ่อยและขัด นึกถึงทางเดินปัสสาวะติดเชื้อ ปัสสาวะขุ่น อาจเป็นกรวยไตอักเสบ, โรคแพ้ภูมิตัวเอง
ปัสสาวะปนเลือด พบได้ในกระเพาะปัสสาวะอักเสบเฉียบพลัน
ปัสสาวะและปวดท้องน้อย ปวดหลังมีไข้ นึกถึงกรวยไตอักเสบติดเชื้อ
บุรุษ
ปัสสาวะไม่พุ่ง ไม่สุด นึกถึงต่อมลูกหมากโต, มะเร็งต่อมลูกหมาก
ปัสสาวะแสบ มีหนอง น่าจะเป็นท่อปัสสาวะติดเชื้อ, หนองในเทียม
ปัสสาวะออกน้อยและบวม ระวังภาวะไตเสื่อมและโรคไต
ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน เบาหวานหรือต่อมลูกหมากโต
ทั้งหมดคือเรื่องปัสสาวะผิดปกติที่พบบ่อยครับ ที่จริงยังมีอาการที่พบมากในผู้สูงวัยอีกข้อก็คือเรื่องการ “กลั้นปัสสาวะไม่อยู่” บางท่านจะมีอาการ “กระเพาะปัสสาวะไว" (Overactive bladder) ซึ่งอาการที่ว่าสามารถแก้ได้ด้วยการกินยาและฝึกออกกำลังอุ้งเชิงกราน (Kegel exercise)
ความรู้สึกผิดปกติในร่างกายหลายอย่างสังเกตยากครับsp sa ea sp ea ec sp แต่ธรรมชาติได้ให้ปัสสาวะไว้ให้เราใช้ดูความผิดปกติข้างในแล้ว ถ้าท่านหมั่นสังเกตโดยเหลียวมองกลับไปสักหน่อยหลังจากเข้าห้องน้ำ ท่านอาจวินิจฉัยบางโรคได้เองโดยไม่ต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญเลย เป็นเคล็ดลับบำบัดเรื่องเบาๆ ครับ
น้ำในหูไม่เท่ากัน โรคอันตรายที่ควรรู้
รู้สึก วิงเวียน รู้สึกหมุน อ่อนแรง อย่านิ่งนอนใจ ชี้เสี่ยงเป็นได้
แย่แล้ว แย่แล้ว!! คุณมีอาการเหล่านี้หรือเปล่า ??? รู้สึกวิงเวียน โลกหมุนได้ทั้งใบทั้งๆ ที่หลับตา และเมื่อลืมตาขึ้นก็ยังไม่หยุดหมุน... หรือเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังเคลื่อนไหวทั้งที่จริงแล้วคุณกำลังยืน นั่ง หรือนอนอยู่กับที่โดยไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆ เลย และเริ่มรู้สึกว่าทุกอย่างที่กำลังทำมีการเคลื่อนไหวมากกว่าที่เราขยับจริงแล้วละก็ นั่นเป็นสัญญาณเตือนบ่งบอกให้คุฯรู้ว่า ระบบการทรงตัวของร่างกายในหูชั้นใน ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยรักษาการทรงตัวของร่างกาย รักษาการมองเห็นให้คงที่ ควบคุมการเคลื่อนไหวของคุณเริ่มมีปัญหาแล้ว และนี่บ่งบอกได้ว่าคุณกำลังเป็น “โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน” แล้ว
“โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน” เป็นโรคที่แรงดันน้ำในช่องหูชั้นในผิดปกติ ของเหลวที่อยู่ภายในส่วนที่เป็นเยื่อหุ้มภายในจะคั่งมาก ทำให้การไหลเวียนไม่สะดวก แรงดันที่เพิ่มขึ้นในหูชั้นในจะขัดขวางการทำงานของกระแสประสาทที่เกี่ยวกับการได้ยินและการทรงตัว ทำให้สูญเสียการได้ยินและความสมดุล จึงทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะขึ้น เมื่อแรงดันมากขึ้นผู้ป่วยจะรู้สึกตึงๆ ในหูข้างที่ผิดปกติ
โรคแรงดันน้ำในช่องหูชั้นในผิดปกติ ส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ในกลุ่มที่ทราบสาเหตุจะเรียกว่า กลุ่มอาการมีเนีย ได้แก่ โรคซิฟิลิส หูน้ำหนวก เป็นต้น เพราะฉะนั้นโรคนี้จึงรักษาไม่หายขาด เพียงแต่สามารถรักษาอาการเวียนศีรษะให้หายเป็นปกติได้เท่านั้น อาการผิดปกติอาจเกิดขึ้นกับหูเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ ระยะแรกๆ มักเป็นข้างเดียว แต่เมื่อเป็นนานๆ เข้า โอกาสที่หูข้างที่สองจะเป็นร่วมด้วยก็มีมากขึ้น
ส่วนอาการของโรคที่พบบ่อยๆของโรคน้ำในหูไม่เท่ากันจะเริ่มต้นกันด้วยอาการเวียนศีรษะที่รู้สึกเหมือนกำลังหมุนไปพร้อมๆกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออก ลักษณะอาการคือจะเกิดขึ้นในทันทีทันใด อาจจะเป็นอยู่นานกว่า 20 นาที ถึง 2-3 ชั่วโมง อาการดังกล่าวมักเป็นรุนแรง แต่ไม่ทำให้หมดสติหรือเป็นอัมพาต เมื่อหายเวียนศีรษะ ผู้ที่เป็นจะมีความรู้สึกเหมือนเป็นปกติ
ต่อมาเป็นอาการ หูอื้อ อาจจะเป็นชั่วคราวหรือถาวรก็ได้ ถ้าเป็นระยะแรกๆ จะสูญเสียการได้ยินแค่ชั่วคราว หลังจากหายเวียนศีรษะแล้ว การได้ยินจะกลับมาเป็นปกติ แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะบ่อยๆ หรือเป็นมานาน อาการหูอื้อมักจะเป็นถาวร บางครั้งอาจถึงขั้นหูหนวกไปเลยก็เป็นได้
อาการที่มีเสียงดังในหูและ อาการตึงๆ ภายในหูคล้ายกับมีแรงดัน ผู้ป่วยจะมีเสียงดังในหูข้างที่ผิดปกติ และจะเกิดแรงดันของน้ำอาการของโรคน้ำในหูไม่เท่ากันนี้อาจเป็นได้ตลอดเวลาหรือเป็นเฉพาะขณะที่เวียนศีรษะ
แล้วเมื่อเป็นแล้วควรทำอย่างไร.....
ง่ายๆ เพียงมีการควบคุมอาหาร ลดอาหารที่มีรสชาติเค็ม โดยจำกัดเกลือ ขอแนะนำนะค่ะว่าให้เติมเกลือลงในอาหารวันละไม่เกิน 2 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชาเท่านั้น ส่วนการรักษาโดยการใช้ยาเรามีหลายชนิดมาแนะนำเช่นกันค่ะไม่ว่าจะเป็น ยาขับปัสสาวะ เพื่อลดสภาวะอาการบวมและคั่งของน้ำในหูชั้นใน ยาลดอาการเวียนศีรษะและคลื่นไส้อาเจียน ควรใช้ในขณะที่มีอาการเท่านั้น ยากล่อมประสาทและยานอนหลับ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลายและนอนหลับได้เป็นปกติ และ ยาขยายหลอดเลือด เพื่อช่วยลดอาการบวมและคั่งของน้ำในหูชั้นใน
หากยังไม่ดีขึ้นก็ควรที่จะไปรับการรักษาจาก แพทย์เพื่อที่จะรับการพิจารณาและทำการผ่าตัดต่อไป แต่สิ่งที่ดีที่สุดของการรักษาคุณควรที่จะรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่และทำร่างกายให้แข็งแรง สมบูรณ์ เพียงแค่นี้โรคต่างๆก็ไม่สามารถมาเคาะประตูหน้าบ้านของคุณได้แล้ว
เพราะบางท่านปวดแล้วรอไม่ได้ต้องรีบเข้าเลย หรือบางท่านปวดปัสสาวะบ่อยมากอั้นลำบาก ต้องหยุดรถบ่อย รวมความแล้วคือเรื่องระบบระบายมีปัญหา ส่วนใหญ่ที่ผู้ใหญ่เป็นคือเรื่อง “ปัสสาวะ” ครับ
ปัญหาเรื่องการถ่ายเบาเป็นปัญหาที่ทำให้หลายคนรู้สึก “ไม่เบา” เลยนะครับเพราะมันกลายเป็นสิ่งที่ขัดขวางการใช้ชีวิตอันแสนสุขไป ทำให้การนอนไม่เต็มตา ต้องลุกมาเข้าห้องน้ำ จะหลับจะนอนให้ต่อเนื่องก็สุดวิสัย เพราะตื่นมาแล้วก็ตาค้าง ต้องเลยตามเลยไปดังนั้น ครั้นเกิดปรากฏการณ์หนังไม่จบม้วนอย่างนี้ทุกคืนก็ทำให้สุขภาพแย่ครับ มึนหัว ความดันขึ้น หงุดหงิด ใจสั่น สารพัดสารพันปัญหาสุขภาพเข้ามา แค่เริ่มจากปัญหา “เบา” เพียงเท่านั้น
อาการเบาแยกตามเพศ
อาการปัสสาวะผิดปกตินี่ต้องดูแยกเพศกันครับเพราะบุรุษและสตรีจะมีอาการเบาที่เฉพาะแตกต่างกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าสตรีอาจมีปัสสาวะขัดร่วมกับตกขาว แต่บุรุษจะมีร่วมกับมูกหรือหนองจากปลายท่อปัสสาวะได้ วันนี้เลยขอแบ่งลักษณะความผิดปกติไว้ให้ท่านดูง่ายๆ นะครับ
สตรี
ปัสสาวะบ่อยและขัด นึกถึงทางเดินปัสสาวะติดเชื้อ ปัสสาวะขุ่น อาจเป็นกรวยไตอักเสบ, โรคแพ้ภูมิตัวเอง
ปัสสาวะปนเลือด พบได้ในกระเพาะปัสสาวะอักเสบเฉียบพลัน
ปัสสาวะและปวดท้องน้อย ปวดหลังมีไข้ นึกถึงกรวยไตอักเสบติดเชื้อ
บุรุษ
ปัสสาวะไม่พุ่ง ไม่สุด นึกถึงต่อมลูกหมากโต, มะเร็งต่อมลูกหมาก
ปัสสาวะแสบ มีหนอง น่าจะเป็นท่อปัสสาวะติดเชื้อ, หนองในเทียม
ปัสสาวะออกน้อยและบวม ระวังภาวะไตเสื่อมและโรคไต
ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน เบาหวานหรือต่อมลูกหมากโต
ทั้งหมดคือเรื่องปัสสาวะผิดปกติที่พบบ่อยครับ ที่จริงยังมีอาการที่พบมากในผู้สูงวัยอีกข้อก็คือเรื่องการ “กลั้นปัสสาวะไม่อยู่” บางท่านจะมีอาการ “กระเพาะปัสสาวะไว" (Overactive bladder) ซึ่งอาการที่ว่าสามารถแก้ได้ด้วยการกินยาและฝึกออกกำลังอุ้งเชิงกราน (Kegel exercise)
ความรู้สึกผิดปกติในร่างกายหลายอย่างสังเกตยากครับsp sa ea sp ea ec sp แต่ธรรมชาติได้ให้ปัสสาวะไว้ให้เราใช้ดูความผิดปกติข้างในแล้ว ถ้าท่านหมั่นสังเกตโดยเหลียวมองกลับไปสักหน่อยหลังจากเข้าห้องน้ำ ท่านอาจวินิจฉัยบางโรคได้เองโดยไม่ต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญเลย เป็นเคล็ดลับบำบัดเรื่องเบาๆ ครับ
น้ำในหูไม่เท่ากัน โรคอันตรายที่ควรรู้
รู้สึก วิงเวียน รู้สึกหมุน อ่อนแรง อย่านิ่งนอนใจ ชี้เสี่ยงเป็นได้
แย่แล้ว แย่แล้ว!! คุณมีอาการเหล่านี้หรือเปล่า ??? รู้สึกวิงเวียน โลกหมุนได้ทั้งใบทั้งๆ ที่หลับตา และเมื่อลืมตาขึ้นก็ยังไม่หยุดหมุน... หรือเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังเคลื่อนไหวทั้งที่จริงแล้วคุณกำลังยืน นั่ง หรือนอนอยู่กับที่โดยไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆ เลย และเริ่มรู้สึกว่าทุกอย่างที่กำลังทำมีการเคลื่อนไหวมากกว่าที่เราขยับจริงแล้วละก็ นั่นเป็นสัญญาณเตือนบ่งบอกให้คุฯรู้ว่า ระบบการทรงตัวของร่างกายในหูชั้นใน ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยรักษาการทรงตัวของร่างกาย รักษาการมองเห็นให้คงที่ ควบคุมการเคลื่อนไหวของคุณเริ่มมีปัญหาแล้ว และนี่บ่งบอกได้ว่าคุณกำลังเป็น “โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน” แล้ว
“โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน” เป็นโรคที่แรงดันน้ำในช่องหูชั้นในผิดปกติ ของเหลวที่อยู่ภายในส่วนที่เป็นเยื่อหุ้มภายในจะคั่งมาก ทำให้การไหลเวียนไม่สะดวก แรงดันที่เพิ่มขึ้นในหูชั้นในจะขัดขวางการทำงานของกระแสประสาทที่เกี่ยวกับการได้ยินและการทรงตัว ทำให้สูญเสียการได้ยินและความสมดุล จึงทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะขึ้น เมื่อแรงดันมากขึ้นผู้ป่วยจะรู้สึกตึงๆ ในหูข้างที่ผิดปกติ
โรคแรงดันน้ำในช่องหูชั้นในผิดปกติ ส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ในกลุ่มที่ทราบสาเหตุจะเรียกว่า กลุ่มอาการมีเนีย ได้แก่ โรคซิฟิลิส หูน้ำหนวก เป็นต้น เพราะฉะนั้นโรคนี้จึงรักษาไม่หายขาด เพียงแต่สามารถรักษาอาการเวียนศีรษะให้หายเป็นปกติได้เท่านั้น อาการผิดปกติอาจเกิดขึ้นกับหูเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ ระยะแรกๆ มักเป็นข้างเดียว แต่เมื่อเป็นนานๆ เข้า โอกาสที่หูข้างที่สองจะเป็นร่วมด้วยก็มีมากขึ้น
ส่วนอาการของโรคที่พบบ่อยๆของโรคน้ำในหูไม่เท่ากันจะเริ่มต้นกันด้วยอาการเวียนศีรษะที่รู้สึกเหมือนกำลังหมุนไปพร้อมๆกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออก ลักษณะอาการคือจะเกิดขึ้นในทันทีทันใด อาจจะเป็นอยู่นานกว่า 20 นาที ถึง 2-3 ชั่วโมง อาการดังกล่าวมักเป็นรุนแรง แต่ไม่ทำให้หมดสติหรือเป็นอัมพาต เมื่อหายเวียนศีรษะ ผู้ที่เป็นจะมีความรู้สึกเหมือนเป็นปกติ
ต่อมาเป็นอาการ หูอื้อ อาจจะเป็นชั่วคราวหรือถาวรก็ได้ ถ้าเป็นระยะแรกๆ จะสูญเสียการได้ยินแค่ชั่วคราว หลังจากหายเวียนศีรษะแล้ว การได้ยินจะกลับมาเป็นปกติ แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะบ่อยๆ หรือเป็นมานาน อาการหูอื้อมักจะเป็นถาวร บางครั้งอาจถึงขั้นหูหนวกไปเลยก็เป็นได้
อาการที่มีเสียงดังในหูและ อาการตึงๆ ภายในหูคล้ายกับมีแรงดัน ผู้ป่วยจะมีเสียงดังในหูข้างที่ผิดปกติ และจะเกิดแรงดันของน้ำอาการของโรคน้ำในหูไม่เท่ากันนี้อาจเป็นได้ตลอดเวลาหรือเป็นเฉพาะขณะที่เวียนศีรษะ
แล้วเมื่อเป็นแล้วควรทำอย่างไร.....
ง่ายๆ เพียงมีการควบคุมอาหาร ลดอาหารที่มีรสชาติเค็ม โดยจำกัดเกลือ ขอแนะนำนะค่ะว่าให้เติมเกลือลงในอาหารวันละไม่เกิน 2 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชาเท่านั้น ส่วนการรักษาโดยการใช้ยาเรามีหลายชนิดมาแนะนำเช่นกันค่ะไม่ว่าจะเป็น ยาขับปัสสาวะ เพื่อลดสภาวะอาการบวมและคั่งของน้ำในหูชั้นใน ยาลดอาการเวียนศีรษะและคลื่นไส้อาเจียน ควรใช้ในขณะที่มีอาการเท่านั้น ยากล่อมประสาทและยานอนหลับ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลายและนอนหลับได้เป็นปกติ และ ยาขยายหลอดเลือด เพื่อช่วยลดอาการบวมและคั่งของน้ำในหูชั้นใน
หากยังไม่ดีขึ้นก็ควรที่จะไปรับการรักษาจาก แพทย์เพื่อที่จะรับการพิจารณาและทำการผ่าตัดต่อไป แต่สิ่งที่ดีที่สุดของการรักษาคุณควรที่จะรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่และทำร่างกายให้แข็งแรง สมบูรณ์ เพียงแค่นี้โรคต่างๆก็ไม่สามารถมาเคาะประตูหน้าบ้านของคุณได้แล้ว
ฟันผุ! เรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
ถ้าพูดถึงปัญหาสุขภาพปากและฟัน "ฟันผุ" ถือเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่หลายคนกังวลใจ ลองไปดูว่าเราจะจัดการหรือแก้ปัญหาเรื่องฟันผุอย่างไรดี
1. ฟันผุเกิดจากอะไร
ฟันผุ เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการทำลายแร่ธาตุ (Demineralize) ของโครงสร้างของฟัน ที่มีสาเหตุมาจากการสร้างกรดของแบคทีเรียเพื่อมาย่อยเศษอาหารที่ตกค้างหลังจากที่เราทานอาหารเข้าไปนั่นเอง หรือที่มีการอธิบายว่าเกิดจาก "แมงกินฟัน" นั้น ก็อาจจะถือได้ว่าไม่ไกลจากข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ซะทีเดียว
2. ปัจจัยใดบ้างที่ทาให้เกิดฟันผุ
ถ้าตอบตามหลักตามวิชาการ ก็จะมี 3-4 ปัจจัยหลัก ก็ได้แก่ 1.ฟันและสภาพช่องปากของเรา 2.เชื้อแบคทีเรีย 3.อาหารโดยเฉพาะพวกน้ำตาล และปัจจัยสุดท้ายที่เกี่ยวข้อง คือ เรื่องของเวลาในความหมายของความถี่ในการบริโภคนะครับ
3. ส่วนไหนของฟันที่มักพบว่าผุได้มากกว่าส่วนอื่น
ฟันของเรามีส่วนที่ราบเรียบ และส่วนที่เป็นหลุมร่องฟันต่างๆ ซึ่งส่วนหลุมร่องนี่แหละ ที่มีโอกาสจะเกิดฟันผุได้ง่ายเพราะเป็นตำแหน่งที่มีโอกาสที่เศษอาหารที่ตกค้างจะสะสมอยู่และมักจะไม่สามารถทำความสะอาดได้หมดจึงทำให้เกิดฟันผุได้ง่าย นอกจากนี้ตำแหน่งที่เรียกว่าซอกระหว่างฟัน หรือด้านประชิดของฟัน คือตำแหน่งที่ฟันอยู่ติดกับฟันซี่อื่น ก็มักจะมีฟันผุได้ง่ายเช่นกัน ซึ่งฟันผุในลักษณะนี้จะมีการลุกลามอย่างรวดเร็ว และในหลายๆ กรณีมักจะเกิดฟันผุติดกัน ทั้ง 2 ซี่
4. ถ้าฟันผุแล้วไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น
ปัญหาที่เกิดตามมาจากฟันผุมีเยอะมากครับ ถ้าฟันผุลึกมากๆ เราก็จะมีอาการเสียวฟัน ปวดฟัน บางกรณีก็จะมีปัญหาเรื่องบุคลิกภาพ เช่น เรื่องการมีกลิ่นปาก ปัญหาเรื่องความสวยงาม นอกจากนี้ หากมีฟันผุลึกมากจนทะลุประสาทฟัน เนื้อเยื่อในบริเวณช่องปากก็จะเกิดการติดเชื้อหรืออักเสบ มีอาการปวดร่วมกับมีการบวม การมีตุ่มหนอง ซึ่งอาจนำมาซึ่งปัญหาที่มีความร้ายแรง อื่นๆ ต่อได้ เช่น ฟันโยกจนต้องถอนฟัน หรือเกิดการติดเชื้อลามเข้าสู่ระบบอื่นๆ ของร่างกายได้
5. มีวิธีป้องกันฟันผุวิธีใดบ้าง
เรื่องที่ทุกๆ ท่านทราบกันดีอยู่แล้วครับ หากพิจารณาจาก 3-4 ปัจจัยที่ทำให้เกิดฟันผุนั้น ปัจจัยจากเชื้อโรคเราคงควบคุมไม่ได้มาก ปัจจัยจากตัวฟันเราควบคุมได้ในระดับหนึ่ง เช่น การเคลือบหลุมร่องฟัน แต่สิ่งสำคัญคือปัจจัยจากอาหารที่เราทานเข้าไปทุกวัน St Ka to sp sa ea sp ซึ่งถ้าเราสามารถทำความสะอาดได้เกลี้ยงดี จนไม่เหลือเศษอาหารตกค้าง ก็จะไม่ทำให้เชื้อแบคทีเรียมาย่อยสลายจนเกิดกรดมาทำลายเนื้อฟันได้ ดังนั้น การทำความสะอาดฟันที่มีประสิทธิภาพก็จะช่วยลดโอกาสการเกิดฟันผุได้ ได้แก่ การแปรงฟันอย่างถูกวิธีโดยใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ร่วมกับการใช้ไหมขัดฟัน
นอกจากนี้ เรื่องพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ทานอาหารจุบจิบ อาหารระหว่างมื้อ การเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ การไม่สูบบุหรี่ การไม่ใช้ฟันผิดหน้าที่ เช่น การใช้ฟันเปิดขวด (หรือการแข่งใช้ฟันยกของหนักๆ หรือลากรถเพื่อทำสถิติ!) การไม่ไปรับการรักษาที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เช่น การจัดฟันแฟชั่น การทำฟันปลอมเถื่อน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยลดโอกาสในการเกิดฟันผุและรวมไปจนถึงปัญหาอื่นๆ ของสุขภาพช่องปากได้ด้วย
ผู้คนทั่วไป มักละเลยไม่เอาใจใส่สุขภาพช่องปาก เห็นว่าปัญหาเช่นฟันผุนั้นไม่ร้ายแรง ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาโรคในช่องปากนำมาซึ่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตโดยตรงทั้งทางร่างกาย อารมณ์จิตใจ ทางด้านสังคม เช่น ความมั่นใจ บุคลิกภาพ เด็กที่มีปัญหาฟันผุมากๆ ก็มักจะมีปัญหาในด้านการเจริญเติบโต บางทีอาจถึงขั้นต้องหยุดเรียนจนเสียการเรียนไป หรือหากเป็นผู้ใหญ่ที่ละเลยปล่อยให้ปัญหาฟันผุลุกลามไปมาก ขั้นตอนการรักษาก็ยิ่งต้องซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เพิ่มภาระทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาในการรักษาที่นานมากขึ้น
ทั้งที่ในความจริงแล้ว เราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ ด้วยการดูแลสุขภาพช่องปากของเราให้ดี การทำความสะอาดช่องปากอย่างถูกวิธีและทั่วถึง หมั่นเอาใจใส่ตรวจดูฟันของเราอยู่เสมอ และควรไปพบทันตแพทย์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อตรวจหรือให้การรักษาในขณะที่ปัญหาหรือโรคต่างๆ ยังไม่รุนแรง เพื่อสุขภาพช่องปากที่ดีจะอยู่คู่กับเราไปนานๆ
ดื่ม 'น้ำขิง' มีประโยชน์
คลายเครียดช่วยย่อยอาหาร
ความเครียด เป็นภาวะที่ไม่มีใครอยากประสบพบเจอ แต่เชื่อว่าทุกคนต้องเคยผ่านความเครียดกันมาแล้วไม่มากก็น้อย และแต่ละคนก็จะหาวิธีคลายเครียดที่แตกต่างกันออกไป วันนี้เคล็ดลับสุขภาพดีจึงขอแนะนำ วิธีคลายเครียดด้วยการดื่มน้ำขิง เพื่อผ่อนคลายที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายเนื่องจากขิงเป็นสมุนไพรมากสรรพคุณที่เราสามารถหารับประทานได้ง่าย ๆ แถม รสชาติก็เผ็ดร้อน กลิ่นก็หอมถูกปากถูกใจคนไทยอย่างเรา ๆ เสียด้วย
ขิงเป็นพืชล้มลุกมีลำต้นใต้ดินมีลักษณะคล้ายมือหรือที่เรียกว่า “เหง้า” เปลือกเหง้ามีสีเหลืองอ่อนแต่เนื้อภายในมีสีเหลืองอมเขียว จัดเป็นพืชตระกูลเดียวกันกับข่า ขมิ้น โดยขิงอ่อนมีสีขาวออกเหลือง รสเผ็ดและมีกลิ่นหอม ยิ่งแก่จะยิ่งมีรสเผ็ดร้อน ลักษณะเป็นกอสูงประมาณ 90 เซนติเมตร ก้านใบเป็นกาบหุ้มซ้อนกัน ใบ เป็นใบเดี่ยวออกสลับเรียงกันเป็นสองแถว มีรูปร่างคล้ายใบไผ่ ปลายใบเรียวแหลม ดอก มีสีขาวออกเป็นช่อบนยอดที่แยกออกมาจากลำต้น ดอกมีลักษณะเป็นทรงพุ่มปลายดอกแหลม มีเกล็ดอยู่รอบ ๆ ดอกจะแซมออกมาตามเกล็ด ผล มีลักษณะกลมแข็ง
ขิงมีคุณสมบัติ ขับลม แก้ท้องอืด จุกเสียด แน่นเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียน หอบ ไอ ขับเสมหะ ซึ่งสารสำคัญในน้ำมันหอมระเหย จะออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ โดยวิธีนำมาทำยารับประทานใช้ขิงแก่ทุบหรือบดเป็นผง ชงน้ำดื่ม แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน แก้จุกเสียด แน่นเฟ้อได้ ส่วนขิงสดช่วยย่อยอาหาร เนื่องจากทานมากจนเกินไปหรือมีอาการเมารถ โดยวิธีทำยารับประทานนำขิงสดมาทุบให้แหลก คั้นเอาแต่น้ำผสมกับน้ำมะนาวครึ่งช้อนโต๊ะ และเกลือประมาณหยิบมือ ดื่มทันทีจะช่วยลดแก๊ส แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติหรือจะจิบแก้ไอ ขับเสมหะก็ได้ นอกจากนี้การดื่มน้ำขิงร้อน ๆ ต้มหอม ๆ กลิ่นของมันยังช่วยทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดได้ดีอีกด้วย
ทั้งขิงแก่และขิงอ่อนยังให้สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราอีกมากมาย เช่น พลังงาน โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส ฯลฯ หากใครจะนำขิงไปปรุงอาหารเป็นขิงผัดเครื่องในไก่ หรือใส่ขิงรับประทานกับโจ๊กก็อร่อยแถมได้ประโยชน์เช่นกัน แต่ข้อควรระวังคือขิงแก่จะมีรสชาติเผ็ดร้อนกว่า ขิงอ่อน หากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปอาจมีอาการเผ็ดร้อนจนน้ำหูน้ำตาไหลได้.
1. ฟันผุเกิดจากอะไร
ฟันผุ เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการทำลายแร่ธาตุ (Demineralize) ของโครงสร้างของฟัน ที่มีสาเหตุมาจากการสร้างกรดของแบคทีเรียเพื่อมาย่อยเศษอาหารที่ตกค้างหลังจากที่เราทานอาหารเข้าไปนั่นเอง หรือที่มีการอธิบายว่าเกิดจาก "แมงกินฟัน" นั้น ก็อาจจะถือได้ว่าไม่ไกลจากข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ซะทีเดียว
2. ปัจจัยใดบ้างที่ทาให้เกิดฟันผุ
ถ้าตอบตามหลักตามวิชาการ ก็จะมี 3-4 ปัจจัยหลัก ก็ได้แก่ 1.ฟันและสภาพช่องปากของเรา 2.เชื้อแบคทีเรีย 3.อาหารโดยเฉพาะพวกน้ำตาล และปัจจัยสุดท้ายที่เกี่ยวข้อง คือ เรื่องของเวลาในความหมายของความถี่ในการบริโภคนะครับ
3. ส่วนไหนของฟันที่มักพบว่าผุได้มากกว่าส่วนอื่น
ฟันของเรามีส่วนที่ราบเรียบ และส่วนที่เป็นหลุมร่องฟันต่างๆ ซึ่งส่วนหลุมร่องนี่แหละ ที่มีโอกาสจะเกิดฟันผุได้ง่ายเพราะเป็นตำแหน่งที่มีโอกาสที่เศษอาหารที่ตกค้างจะสะสมอยู่และมักจะไม่สามารถทำความสะอาดได้หมดจึงทำให้เกิดฟันผุได้ง่าย นอกจากนี้ตำแหน่งที่เรียกว่าซอกระหว่างฟัน หรือด้านประชิดของฟัน คือตำแหน่งที่ฟันอยู่ติดกับฟันซี่อื่น ก็มักจะมีฟันผุได้ง่ายเช่นกัน ซึ่งฟันผุในลักษณะนี้จะมีการลุกลามอย่างรวดเร็ว และในหลายๆ กรณีมักจะเกิดฟันผุติดกัน ทั้ง 2 ซี่
4. ถ้าฟันผุแล้วไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น
ปัญหาที่เกิดตามมาจากฟันผุมีเยอะมากครับ ถ้าฟันผุลึกมากๆ เราก็จะมีอาการเสียวฟัน ปวดฟัน บางกรณีก็จะมีปัญหาเรื่องบุคลิกภาพ เช่น เรื่องการมีกลิ่นปาก ปัญหาเรื่องความสวยงาม นอกจากนี้ หากมีฟันผุลึกมากจนทะลุประสาทฟัน เนื้อเยื่อในบริเวณช่องปากก็จะเกิดการติดเชื้อหรืออักเสบ มีอาการปวดร่วมกับมีการบวม การมีตุ่มหนอง ซึ่งอาจนำมาซึ่งปัญหาที่มีความร้ายแรง อื่นๆ ต่อได้ เช่น ฟันโยกจนต้องถอนฟัน หรือเกิดการติดเชื้อลามเข้าสู่ระบบอื่นๆ ของร่างกายได้
5. มีวิธีป้องกันฟันผุวิธีใดบ้าง
เรื่องที่ทุกๆ ท่านทราบกันดีอยู่แล้วครับ หากพิจารณาจาก 3-4 ปัจจัยที่ทำให้เกิดฟันผุนั้น ปัจจัยจากเชื้อโรคเราคงควบคุมไม่ได้มาก ปัจจัยจากตัวฟันเราควบคุมได้ในระดับหนึ่ง เช่น การเคลือบหลุมร่องฟัน แต่สิ่งสำคัญคือปัจจัยจากอาหารที่เราทานเข้าไปทุกวัน St Ka to sp sa ea sp ซึ่งถ้าเราสามารถทำความสะอาดได้เกลี้ยงดี จนไม่เหลือเศษอาหารตกค้าง ก็จะไม่ทำให้เชื้อแบคทีเรียมาย่อยสลายจนเกิดกรดมาทำลายเนื้อฟันได้ ดังนั้น การทำความสะอาดฟันที่มีประสิทธิภาพก็จะช่วยลดโอกาสการเกิดฟันผุได้ ได้แก่ การแปรงฟันอย่างถูกวิธีโดยใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ร่วมกับการใช้ไหมขัดฟัน
นอกจากนี้ เรื่องพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ทานอาหารจุบจิบ อาหารระหว่างมื้อ การเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ การไม่สูบบุหรี่ การไม่ใช้ฟันผิดหน้าที่ เช่น การใช้ฟันเปิดขวด (หรือการแข่งใช้ฟันยกของหนักๆ หรือลากรถเพื่อทำสถิติ!) การไม่ไปรับการรักษาที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เช่น การจัดฟันแฟชั่น การทำฟันปลอมเถื่อน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยลดโอกาสในการเกิดฟันผุและรวมไปจนถึงปัญหาอื่นๆ ของสุขภาพช่องปากได้ด้วย
ผู้คนทั่วไป มักละเลยไม่เอาใจใส่สุขภาพช่องปาก เห็นว่าปัญหาเช่นฟันผุนั้นไม่ร้ายแรง ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาโรคในช่องปากนำมาซึ่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตโดยตรงทั้งทางร่างกาย อารมณ์จิตใจ ทางด้านสังคม เช่น ความมั่นใจ บุคลิกภาพ เด็กที่มีปัญหาฟันผุมากๆ ก็มักจะมีปัญหาในด้านการเจริญเติบโต บางทีอาจถึงขั้นต้องหยุดเรียนจนเสียการเรียนไป หรือหากเป็นผู้ใหญ่ที่ละเลยปล่อยให้ปัญหาฟันผุลุกลามไปมาก ขั้นตอนการรักษาก็ยิ่งต้องซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เพิ่มภาระทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาในการรักษาที่นานมากขึ้น
ทั้งที่ในความจริงแล้ว เราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ ด้วยการดูแลสุขภาพช่องปากของเราให้ดี การทำความสะอาดช่องปากอย่างถูกวิธีและทั่วถึง หมั่นเอาใจใส่ตรวจดูฟันของเราอยู่เสมอ และควรไปพบทันตแพทย์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อตรวจหรือให้การรักษาในขณะที่ปัญหาหรือโรคต่างๆ ยังไม่รุนแรง เพื่อสุขภาพช่องปากที่ดีจะอยู่คู่กับเราไปนานๆ
ดื่ม 'น้ำขิง' มีประโยชน์
คลายเครียดช่วยย่อยอาหาร
ความเครียด เป็นภาวะที่ไม่มีใครอยากประสบพบเจอ แต่เชื่อว่าทุกคนต้องเคยผ่านความเครียดกันมาแล้วไม่มากก็น้อย และแต่ละคนก็จะหาวิธีคลายเครียดที่แตกต่างกันออกไป วันนี้เคล็ดลับสุขภาพดีจึงขอแนะนำ วิธีคลายเครียดด้วยการดื่มน้ำขิง เพื่อผ่อนคลายที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายเนื่องจากขิงเป็นสมุนไพรมากสรรพคุณที่เราสามารถหารับประทานได้ง่าย ๆ แถม รสชาติก็เผ็ดร้อน กลิ่นก็หอมถูกปากถูกใจคนไทยอย่างเรา ๆ เสียด้วย
ขิงเป็นพืชล้มลุกมีลำต้นใต้ดินมีลักษณะคล้ายมือหรือที่เรียกว่า “เหง้า” เปลือกเหง้ามีสีเหลืองอ่อนแต่เนื้อภายในมีสีเหลืองอมเขียว จัดเป็นพืชตระกูลเดียวกันกับข่า ขมิ้น โดยขิงอ่อนมีสีขาวออกเหลือง รสเผ็ดและมีกลิ่นหอม ยิ่งแก่จะยิ่งมีรสเผ็ดร้อน ลักษณะเป็นกอสูงประมาณ 90 เซนติเมตร ก้านใบเป็นกาบหุ้มซ้อนกัน ใบ เป็นใบเดี่ยวออกสลับเรียงกันเป็นสองแถว มีรูปร่างคล้ายใบไผ่ ปลายใบเรียวแหลม ดอก มีสีขาวออกเป็นช่อบนยอดที่แยกออกมาจากลำต้น ดอกมีลักษณะเป็นทรงพุ่มปลายดอกแหลม มีเกล็ดอยู่รอบ ๆ ดอกจะแซมออกมาตามเกล็ด ผล มีลักษณะกลมแข็ง
ขิงมีคุณสมบัติ ขับลม แก้ท้องอืด จุกเสียด แน่นเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียน หอบ ไอ ขับเสมหะ ซึ่งสารสำคัญในน้ำมันหอมระเหย จะออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ โดยวิธีนำมาทำยารับประทานใช้ขิงแก่ทุบหรือบดเป็นผง ชงน้ำดื่ม แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน แก้จุกเสียด แน่นเฟ้อได้ ส่วนขิงสดช่วยย่อยอาหาร เนื่องจากทานมากจนเกินไปหรือมีอาการเมารถ โดยวิธีทำยารับประทานนำขิงสดมาทุบให้แหลก คั้นเอาแต่น้ำผสมกับน้ำมะนาวครึ่งช้อนโต๊ะ และเกลือประมาณหยิบมือ ดื่มทันทีจะช่วยลดแก๊ส แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติหรือจะจิบแก้ไอ ขับเสมหะก็ได้ นอกจากนี้การดื่มน้ำขิงร้อน ๆ ต้มหอม ๆ กลิ่นของมันยังช่วยทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดได้ดีอีกด้วย
ทั้งขิงแก่และขิงอ่อนยังให้สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราอีกมากมาย เช่น พลังงาน โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส ฯลฯ หากใครจะนำขิงไปปรุงอาหารเป็นขิงผัดเครื่องในไก่ หรือใส่ขิงรับประทานกับโจ๊กก็อร่อยแถมได้ประโยชน์เช่นกัน แต่ข้อควรระวังคือขิงแก่จะมีรสชาติเผ็ดร้อนกว่า ขิงอ่อน หากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปอาจมีอาการเผ็ดร้อนจนน้ำหูน้ำตาไหลได้.
สุดยอดอาหาร สู้ไข้หวัด
ผัก ผลไม้ โยเกิร์ต ช่วยได้
ช่วงนี้ไข้หวัดใหญ่แพร่ระบาดติดต่อถึงกันได้ง่าย ดังนั้นเราต้องสู้กับโรคโดยการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงค่ะ อาหารบางอย่างมีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายและช่วยบรรเทาอาการหวัดได้ มาดูกันว่าเราจะเลือกรับประทานอะไรกันดีค่ะ
ผัก ผลไม้
ผักผลไม้หลายชนิดมีวิตามินซี และเบตาแคโรทีน ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายได้
ผลไม้ที่มีวิตามินซีมาก ได้แก่ ฝรั่งสาลี่ มะขามเทศ มะขามป้อม มะขามหวาน มะละกอแขกดำ พุทรา แอปเปิล สตรอเบอรี และผลไม้ตระกูลส้ม
ความเปรี้ยวไม่ใช่ตัวบอกปริมาณวิตามินซี ยกตัวอย่างเช่น มะนาวเปรี้ยวจี๊ดแต่มีวิตามินซีน้อยกว่าฝรั่ง ผลไม้เปรี้ยวอย่างมะยมก็ไม่ติดอันดับต้นๆ หรืออย่างเช่น มังคุด ก็เป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว แต่ไม่มีวิตามินซี
ส้มและผลไม้ตระกูลส้ม เป็นแหล่งวิตามีซีที่คนนิยมมากที่สุด นอกจากจะอุดมไปด้วยวิตามินซีและเบต้าแคโรทีนแล้ว ยังมีแคลเซียม และฟอสฟอรัสอีกด้วย
ส้ม มะนาว เลมอน และส้มโอ นอกจากจะอุดมไปด้วยวิตามินซีแล้ว ส้มและมะนาวยังมีสารไบโอฟลาโวนอยด์ โดยจะมีมากที่เนื้อเยื่อส่วนในและเยื่อบุที่หลายคนมักจะลอกออกเวลารับประทาน
นอกจากนี้ มะนาวยังมีสรรพคุณแก้ไอและขับเสมหะได้อีกด้วย ใช้น้ำคั้นจากมะนาวสด 1 ลูก ผสมกับน้ำผึ้งปริมาณเท่าน้ำมะนาว และเกลืออีกเล็กน้อย คนให้เข้ากัน จิบครั้งละนิดบ่อยๆ
ผลไม้แก้ไอและขับเสมหะอีกอย่างหนึ่งก็คือ มะขามป้อม บางคนอาจจะไม่ค่อยชอบรสเปรี้ยวอมฝาดของมัน แต่ผลมะขามป้อมมีวิตามินซีสูงมาก ใช้เนื้อผลแก่สดครั้งละประมาณ 2-3 ผล นำมาโขลกพอแหลก ผสมเกลือเล็กน้อย อมหรือรับประทาน วันละ 3-4 ครั้ง
ผักไทยหลายชนิดก็มีวิตามินซีสูง หากเทียบกับส้มเขียวหวานที่มีวิตามินซี 42 มิลลิกรัมต่อเนื้อผลไม้ 100 กรัม จะเห็นว่าผักไทยหลายชนิดมีวิตามินซีสูงกว่าส้มเขียวหวาน เช่น ดอกขี้เหล็ก (484) ยอดมะยม (302) ฝักมะรุม (262) ผักหวาน (218) พริกชี้ฟ้าเขียว (204) มะระขี้นก (190) ฟักข้าว (178) คะน้า (147)
หากไม่ค่อยได้รับประทานผักผลไม้ อาจใช้วิตามินซีชนิดเม็ดเสริมได้ แต่ไม่ควรใช้แทน เพราะวิตามินจะดูดซึมได้ดีต้องมีสารธรรมชาติบางชนิดในผลไม้นั้นๆ ช่วยด้วย
หากรู้ตัวว่าร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง Dr Ke Cl Cr Co Et Ad ติดหวัดง่าย เป็นหวัดบ่อยๆ ควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีทุกวัน จะช่วยป้องกันการเป็นหวัดได้ เพราะถ้าปล่อยให้เป็นหวัดแล้ว วิตามินซีคงช่วยไม่ทัน
นอกจากวิตามินซีแล้ว งานวิจัยทางการแพทย์หลายชิ้นพบว่า พืชผักที่มีเบตาแคโรทีนสูง ก็ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานได้เช่นกัน
เบต้าแคโรทีนพบได้ในผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักโขม ตำลึง ใบยอ หรือพืชผักสีเหลืองและสีส้ม เช่น ฟักทอง แครอท มันฝรั่ง รวมถึงผลไม้อย่าง มะละกอ มะม่วงสุก ก็มีเบต้าแคโรทีนสูงเช่นกัน
ส่วนการรับประทานเบตาแคโรทีนในรูปของแคปซูลที่ขายเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารราคาแพงนั้น ยังไม่ชัดเจนว่าจะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานได้เหมือนกับอาหารสด
โยเกิร์ต
มีการศึกษาพบว่า โยเกิร์ตช่วยเพิ่มการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยเพิ่มการสร้างสารแอนติบอดีบางชนิดได้
การศึกษากับอาสาสมัครทั้งคนหนุ่มและคนสูงอายุ พบว่าการรับประทานโยเกิร์ตทุกวันเป็นเวลา 1 ปี ช่วยลดอาการจากหวัดและภูมิแพ้ ผู้ป่วยหายเร็วขึ้น และร้อยละ 25 เป็นหวัดน้อยลง เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับประทาน
แนะนำให้เลือกโยเกิร์ตรสธรรมชาติชนิดไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย และมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ จะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่
หอมและกระเทียม
เชื่อกันว่ากระเทียมช่วยบรรเทาอาการหวัดได้เพราะกระเทียมมีสารเคมีที่ออกฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรียและไวรัส นอกจากนี้สารบางตัวในกระเทียมยังกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว
แต่ก็มีรายงานทางการแพทย์บางชิ้นที่ระบุว่า กระเทียมให้ผลเพิ่มภูมิต้านทานได้ไม่ชัดเจนนัก ดังนั้นแนะนำให้เลือกรับประทานกระเทียมสดปรุงเป็นอาหาร จะดีกว่าผลิตภัณฑ์กระเทียมราคาแพง
นอกจากช่วยเสริมภูมิต้านทานแล้ว กระเทียมและหัวหอมยังช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ ระคายคอได้อีกด้วย รับประทานอาหารที่มีหอมและกระเทียมเป็นส่วนผสม หรือจะเคี้ยวกระเทียมสดเดี่ยวๆ ก็ยังได้ แต่ต้องระวังว่าถ้ามากเกินไปอาจระคายเคืองกระเพาะอาหารได้
สำหรับหอมหัวใหญ่ จะช่วยบรรเทาอาการไอได้ โดยใช้หอมหัวใหญ่สับ 6 หัวและน้ำผึ้ง 12 ช้อนโต๊ะ ตุ๋นไฟอ่อนๆ 2 ชั่วโมง กรองเอาแต่น้ำ จิบอุ่นๆ
ส่วนหอมแดงนั้นช่วยให้จมูกโล่ง ลองบุบหัวหอมใส่ถ้วยเล็กๆ วางไว้ข้างหมอน จะช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกเวลานอนได้
ซุปไก่
มีการใช้ซุปไก่บรรเทาหวัดกันมาแต่โบราณ แต่เพิ่งจะมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่ามันใช้ได้ผลจริง แม้เจือจางซุปไก่ด้วยน้ำ 200 ส่วน มันก็ยังออกฤทธิ์ได้ โดยเฉพาะการบรรเทาอาการคัดจมูกและอาการไอ
ไก่ก็เหมือนอาหารโปรตีนหลายชนิด ซึ่งมีกรดอะมิโนตามธรรมชาติตัวหนึ่งที่ชื่อ ซีสเทอีน มันจะละลายออกมาในน้ำเมื่อต้มน้ำซุปไก่
ซีสเทอีน มีสูตรโครงสร้างทางเคมีคล้ายกับยาตัวหนึ่งชื่อ อะเซทีลซีสเทอีน ซึ่งออกฤทธิ์เหมือนยาขับเสมหะหลายตัวคือ ช่วยให้เสมหะเจือจางและขับออกมาได้ง่ายขึ้น
ซุปไก่นั้นทำไม่ยาก ส่วนผสมก็มี ไก่ หอมหัวใหญ่ มันเทศ แครอท ผักชี เกลือ และพริกไทย วิธีทำก็คือ ตุ๋นไก่ในหม้อโดยใช้ไฟอ่อนๆ ให้น้ำไก่ละลายปนออกมาให้มาก เติมหอมหัวใหญ่ มันเทศ แครอท และผักชี แล้วตุ๋นต่อไปจนผักเปื่อย แต่งรสด้วยเกลือและพริกไทย
ฤทธิ์ของซีสเทอีนนั้นจะอยู่ได้นานเพียงครึ่งชั่วโมง ดังนั้นตักเอาแต่น้ำซุป จิบอุ่นๆ บ่อยๆ ส่วนไก่นั้นตักออกเก็บไว้ทำอาหารอื่นได้อีก
อาหารรสเผ็ดร้อน
อาหารที่ช่วยให้จมูกโล่ง หายคัดจมูก ก็คืออาหารรสเผ็ดร้อนที่มีพริกเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็น พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกแห้ง รวมไปถึงพริกไทย และสมุนไพรรสเผ็ดร้อนอื่นๆ
เราสามารถกินเผ็ดอย่างเอร็ดอร่อยและหลากหลายในอาหารหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น พริกขี้หนูในต้มยำ พริกชี้ฟ้าในผัดเผ็ด พริกไทยในแกงเลียง พริกแห้งในลาบ หรืออาหารที่มีส่วนผสมของสมุนไพรรสเผ็ดร้อนต่างๆ เช่น ขิง กะเพรา โหระพา เป็นต้น
น้ำอุ่นและน้ำสมุนไพร
ควรดื่มน้ำมากๆ เวลาที่เป็นหวัด แต่ไม่ควรดื่มน้ำเย็นซึ่งจะทำให้เจ็บคอและไอมากขึ้น ควรจิบน้ำอุ่นหรือน้ำสมุนไพรอุ่นๆ ตลอดเวลา เช่น น้ำตะไคร้ น้ำกะเพรา น้ำมะตูม น้ำใบเตย น้ำเก๊กฮวย จะช่วยให้ชุ่มคอ บรรเทาอาการไอ และละลายเสมหะ
การจิบน้ำอุ่นบ่อยๆ ร่วมกับการรักษาความสะอาดภายในช่องปาก จะช่วยให้อาการเจ็บคอทุเลาและฟื้นตัวได้เร็วขึ้นด้วย
นอกเหนือจากอาหารต่างๆ ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานและบรรเทาอาการหวัด อย่าลืมรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายบ้าง ล้างมือบ่อยๆ ไม่คลุกคลีกับผู้ป่วย เพียงเท่านี้ ก็พอจะสู้กับหวัดได้แล้วค่ะ
ช่วงนี้ไข้หวัดใหญ่แพร่ระบาดติดต่อถึงกันได้ง่าย ดังนั้นเราต้องสู้กับโรคโดยการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงค่ะ อาหารบางอย่างมีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายและช่วยบรรเทาอาการหวัดได้ มาดูกันว่าเราจะเลือกรับประทานอะไรกันดีค่ะ
ผัก ผลไม้
ผักผลไม้หลายชนิดมีวิตามินซี และเบตาแคโรทีน ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายได้
ผลไม้ที่มีวิตามินซีมาก ได้แก่ ฝรั่งสาลี่ มะขามเทศ มะขามป้อม มะขามหวาน มะละกอแขกดำ พุทรา แอปเปิล สตรอเบอรี และผลไม้ตระกูลส้ม
ความเปรี้ยวไม่ใช่ตัวบอกปริมาณวิตามินซี ยกตัวอย่างเช่น มะนาวเปรี้ยวจี๊ดแต่มีวิตามินซีน้อยกว่าฝรั่ง ผลไม้เปรี้ยวอย่างมะยมก็ไม่ติดอันดับต้นๆ หรืออย่างเช่น มังคุด ก็เป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว แต่ไม่มีวิตามินซี
ส้มและผลไม้ตระกูลส้ม เป็นแหล่งวิตามีซีที่คนนิยมมากที่สุด นอกจากจะอุดมไปด้วยวิตามินซีและเบต้าแคโรทีนแล้ว ยังมีแคลเซียม และฟอสฟอรัสอีกด้วย
ส้ม มะนาว เลมอน และส้มโอ นอกจากจะอุดมไปด้วยวิตามินซีแล้ว ส้มและมะนาวยังมีสารไบโอฟลาโวนอยด์ โดยจะมีมากที่เนื้อเยื่อส่วนในและเยื่อบุที่หลายคนมักจะลอกออกเวลารับประทาน
นอกจากนี้ มะนาวยังมีสรรพคุณแก้ไอและขับเสมหะได้อีกด้วย ใช้น้ำคั้นจากมะนาวสด 1 ลูก ผสมกับน้ำผึ้งปริมาณเท่าน้ำมะนาว และเกลืออีกเล็กน้อย คนให้เข้ากัน จิบครั้งละนิดบ่อยๆ
ผลไม้แก้ไอและขับเสมหะอีกอย่างหนึ่งก็คือ มะขามป้อม บางคนอาจจะไม่ค่อยชอบรสเปรี้ยวอมฝาดของมัน แต่ผลมะขามป้อมมีวิตามินซีสูงมาก ใช้เนื้อผลแก่สดครั้งละประมาณ 2-3 ผล นำมาโขลกพอแหลก ผสมเกลือเล็กน้อย อมหรือรับประทาน วันละ 3-4 ครั้ง
ผักไทยหลายชนิดก็มีวิตามินซีสูง หากเทียบกับส้มเขียวหวานที่มีวิตามินซี 42 มิลลิกรัมต่อเนื้อผลไม้ 100 กรัม จะเห็นว่าผักไทยหลายชนิดมีวิตามินซีสูงกว่าส้มเขียวหวาน เช่น ดอกขี้เหล็ก (484) ยอดมะยม (302) ฝักมะรุม (262) ผักหวาน (218) พริกชี้ฟ้าเขียว (204) มะระขี้นก (190) ฟักข้าว (178) คะน้า (147)
หากไม่ค่อยได้รับประทานผักผลไม้ อาจใช้วิตามินซีชนิดเม็ดเสริมได้ แต่ไม่ควรใช้แทน เพราะวิตามินจะดูดซึมได้ดีต้องมีสารธรรมชาติบางชนิดในผลไม้นั้นๆ ช่วยด้วย
หากรู้ตัวว่าร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง Dr Ke Cl Cr Co Et Ad ติดหวัดง่าย เป็นหวัดบ่อยๆ ควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีทุกวัน จะช่วยป้องกันการเป็นหวัดได้ เพราะถ้าปล่อยให้เป็นหวัดแล้ว วิตามินซีคงช่วยไม่ทัน
นอกจากวิตามินซีแล้ว งานวิจัยทางการแพทย์หลายชิ้นพบว่า พืชผักที่มีเบตาแคโรทีนสูง ก็ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานได้เช่นกัน
เบต้าแคโรทีนพบได้ในผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักโขม ตำลึง ใบยอ หรือพืชผักสีเหลืองและสีส้ม เช่น ฟักทอง แครอท มันฝรั่ง รวมถึงผลไม้อย่าง มะละกอ มะม่วงสุก ก็มีเบต้าแคโรทีนสูงเช่นกัน
ส่วนการรับประทานเบตาแคโรทีนในรูปของแคปซูลที่ขายเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารราคาแพงนั้น ยังไม่ชัดเจนว่าจะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานได้เหมือนกับอาหารสด
โยเกิร์ต
มีการศึกษาพบว่า โยเกิร์ตช่วยเพิ่มการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยเพิ่มการสร้างสารแอนติบอดีบางชนิดได้
การศึกษากับอาสาสมัครทั้งคนหนุ่มและคนสูงอายุ พบว่าการรับประทานโยเกิร์ตทุกวันเป็นเวลา 1 ปี ช่วยลดอาการจากหวัดและภูมิแพ้ ผู้ป่วยหายเร็วขึ้น และร้อยละ 25 เป็นหวัดน้อยลง เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับประทาน
แนะนำให้เลือกโยเกิร์ตรสธรรมชาติชนิดไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย และมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ จะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่
หอมและกระเทียม
เชื่อกันว่ากระเทียมช่วยบรรเทาอาการหวัดได้เพราะกระเทียมมีสารเคมีที่ออกฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรียและไวรัส นอกจากนี้สารบางตัวในกระเทียมยังกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว
แต่ก็มีรายงานทางการแพทย์บางชิ้นที่ระบุว่า กระเทียมให้ผลเพิ่มภูมิต้านทานได้ไม่ชัดเจนนัก ดังนั้นแนะนำให้เลือกรับประทานกระเทียมสดปรุงเป็นอาหาร จะดีกว่าผลิตภัณฑ์กระเทียมราคาแพง
นอกจากช่วยเสริมภูมิต้านทานแล้ว กระเทียมและหัวหอมยังช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ ระคายคอได้อีกด้วย รับประทานอาหารที่มีหอมและกระเทียมเป็นส่วนผสม หรือจะเคี้ยวกระเทียมสดเดี่ยวๆ ก็ยังได้ แต่ต้องระวังว่าถ้ามากเกินไปอาจระคายเคืองกระเพาะอาหารได้
สำหรับหอมหัวใหญ่ จะช่วยบรรเทาอาการไอได้ โดยใช้หอมหัวใหญ่สับ 6 หัวและน้ำผึ้ง 12 ช้อนโต๊ะ ตุ๋นไฟอ่อนๆ 2 ชั่วโมง กรองเอาแต่น้ำ จิบอุ่นๆ
ส่วนหอมแดงนั้นช่วยให้จมูกโล่ง ลองบุบหัวหอมใส่ถ้วยเล็กๆ วางไว้ข้างหมอน จะช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกเวลานอนได้
ซุปไก่
มีการใช้ซุปไก่บรรเทาหวัดกันมาแต่โบราณ แต่เพิ่งจะมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่ามันใช้ได้ผลจริง แม้เจือจางซุปไก่ด้วยน้ำ 200 ส่วน มันก็ยังออกฤทธิ์ได้ โดยเฉพาะการบรรเทาอาการคัดจมูกและอาการไอ
ไก่ก็เหมือนอาหารโปรตีนหลายชนิด ซึ่งมีกรดอะมิโนตามธรรมชาติตัวหนึ่งที่ชื่อ ซีสเทอีน มันจะละลายออกมาในน้ำเมื่อต้มน้ำซุปไก่
ซีสเทอีน มีสูตรโครงสร้างทางเคมีคล้ายกับยาตัวหนึ่งชื่อ อะเซทีลซีสเทอีน ซึ่งออกฤทธิ์เหมือนยาขับเสมหะหลายตัวคือ ช่วยให้เสมหะเจือจางและขับออกมาได้ง่ายขึ้น
ซุปไก่นั้นทำไม่ยาก ส่วนผสมก็มี ไก่ หอมหัวใหญ่ มันเทศ แครอท ผักชี เกลือ และพริกไทย วิธีทำก็คือ ตุ๋นไก่ในหม้อโดยใช้ไฟอ่อนๆ ให้น้ำไก่ละลายปนออกมาให้มาก เติมหอมหัวใหญ่ มันเทศ แครอท และผักชี แล้วตุ๋นต่อไปจนผักเปื่อย แต่งรสด้วยเกลือและพริกไทย
ฤทธิ์ของซีสเทอีนนั้นจะอยู่ได้นานเพียงครึ่งชั่วโมง ดังนั้นตักเอาแต่น้ำซุป จิบอุ่นๆ บ่อยๆ ส่วนไก่นั้นตักออกเก็บไว้ทำอาหารอื่นได้อีก
อาหารรสเผ็ดร้อน
อาหารที่ช่วยให้จมูกโล่ง หายคัดจมูก ก็คืออาหารรสเผ็ดร้อนที่มีพริกเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็น พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกแห้ง รวมไปถึงพริกไทย และสมุนไพรรสเผ็ดร้อนอื่นๆ
เราสามารถกินเผ็ดอย่างเอร็ดอร่อยและหลากหลายในอาหารหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น พริกขี้หนูในต้มยำ พริกชี้ฟ้าในผัดเผ็ด พริกไทยในแกงเลียง พริกแห้งในลาบ หรืออาหารที่มีส่วนผสมของสมุนไพรรสเผ็ดร้อนต่างๆ เช่น ขิง กะเพรา โหระพา เป็นต้น
น้ำอุ่นและน้ำสมุนไพร
ควรดื่มน้ำมากๆ เวลาที่เป็นหวัด แต่ไม่ควรดื่มน้ำเย็นซึ่งจะทำให้เจ็บคอและไอมากขึ้น ควรจิบน้ำอุ่นหรือน้ำสมุนไพรอุ่นๆ ตลอดเวลา เช่น น้ำตะไคร้ น้ำกะเพรา น้ำมะตูม น้ำใบเตย น้ำเก๊กฮวย จะช่วยให้ชุ่มคอ บรรเทาอาการไอ และละลายเสมหะ
การจิบน้ำอุ่นบ่อยๆ ร่วมกับการรักษาความสะอาดภายในช่องปาก จะช่วยให้อาการเจ็บคอทุเลาและฟื้นตัวได้เร็วขึ้นด้วย
นอกเหนือจากอาหารต่างๆ ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานและบรรเทาอาการหวัด อย่าลืมรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายบ้าง ล้างมือบ่อยๆ ไม่คลุกคลีกับผู้ป่วย เพียงเท่านี้ ก็พอจะสู้กับหวัดได้แล้วค่ะ
เมื่อถูก 'ตะขาบ' กัดต้องทำอย่างไร
น้ำท่วม ใช่ว่าคนเท่านั้นที่ต้องหาพื้นแห้งๆ อยู่เพื่อความปลอดภัย สัตว์มีพิษอย่าง 'ตะขาบ' ก็เช่นกัน แม้ในยามปกติมันจะซ่อนตัวอยู่ใต้ก้อนหิน บริเวณที่มีสภาพเย็นชื้น แล้วออกหาแมลงกินในตอนกลางคืน แต่เมื่อน้ำเอ่อท่วม ตะขาบก็ต้องหนีน้ำขึ้นมาเป็นธรรมดา หลายๆ คน จึงมักได้เห็นตะขาบกันได้บ่อยในช่วงนี้
ทว่าบังเอิญถูกตะขาบกัดเข้าก็ต้องปฐมพยาบาล เนื่องจากพิษของตะขาบจะทำให้ผิวหนังบริเวณที่ถูกกัดนั้นบวมแดง รู้สึกปวด และอาจชา บางคนหากแพ้พิษมากยังจะมีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน และซึมลง แต่พิษของตะขาบในบ้านเรามักไม่สามารถทำให้เสียชีวิตได้โดยตรง
วิธีการปฐมพยาบาลในเบื้องต้น หากถูกกัดบริเวณแขนและขา พยายามห้อยส่วนดังกล่าวให้อยู่ต่ำ กรณีโดนกัดที่นิ้วมือหรือนิ้วเท้า แนะนำให้หาเชือกหรือผ้ามารัดที่ข้อนิ้วเอาไว้ เป็นการป้องกันพิษกระจายตัว
จากนั้นให้เช็ดแผลด้วยแอลกอฮอล์ หรือล้างด้วยน้ำด่างทับทิมช่วยฆ่าเชื้อโรค ตามด้วยการประคบเย็นบริเวณที่ถูกกัดเพื่อลดปวดบวม และกินยาแก้ปวด
ขณะที่การปฐมพยาบาลแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน มีการแนะนำให้แช่แผลที่ถูกกัดลงในน้ำส้มสายชู หรือใช้ยางมะละกอดิบป้ายแผลจะช่วยบรรเทาอาการปวดลงได้
อย่างไรก็ตาม หลังดูแลแผลเพื่อลดความเจ็บปวดแล้ว ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อดูแลรักษาทันที บางรายที่ปล่อยไว้ อาจเสี่ยงต่อการอักเสบติดเชื้อ ปวดบวมมีหนอง เนื้อตายจนต้องตัดเฉือนทิ้ง
ทริคดื่มนมตามนาฬิกาชีวิต
คุณผู้อ่านเคยได้ยินประโยคที่ว่า “รักใคร...ให้ดื่มนม” กันใช่ไหม กับสโลแกนของทางหน่วยงานภาครัฐเมื่อหลายปีก่อน ที่ต้องการรณรงค์ให้คนไทยหันมาดื่มนม เพราะนมเป็นแหล่งโปรตีน แคลเซียม และวิตามินที่แสนจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย หาทานได้ง่าย และราคาไม่แพง
แต่หากจะดื่มนมให้ได้ประโยชน์มากขึ้น บางตำราเขานะนำว่า ให้ศึกษาหลัก “นาฬิกาชีวิต” (Biological Clock) เราก็จะพบว่าไม่จำเป็นต้องไปพึ่งปลาทะเลน้ำลึกที่ไหนหรืออาหารสุขภาพแสนแพง เพราะแค่ “นม” จากแม่วัวธรรมดาแต่ถ้าดื่มให้ถูกช่วงเวลาก็สามารถบำรุงอวัยวะต่าง ๆ ได้อย่างดีทีเดียวเลย จึงขอนำสาระดี ๆ เรื่องการดื่มนมตามหลักนาฬิกาชีวิตมาให้ได้อ่านกัน
คอนเซ็ปต์เรื่อง นาฬิกาชีวิต ของการแพทย์ตะวันออก แบ่งการทำงานของร่างกายออกเป็นช่วงเวลา โดยเชื่อว่าถ้าเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรม Bi Ni Ni Al Vi Cl Ci การรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตมาให้สอดคล้องกับการทำงานของร่างกายในแต่ละช่วงเวลาก็จะทำให้เรามีสุขภาพดี อายุยืนและไร้ซึ่งโรคภัย ซึ่งดู ๆ แล้วก็ดันไปป๊ะกันแหมเข้าคู่กับคอนเซ็ปต์ “จังหวะวงจรชีวิต” (Circadian Rhythm) ของทางตะวันตกเข้าให้ยังกะเป็นแฝดพี่แฝดน้องกันเลยว่าแล้วก็มาทำความรู้จักกับ “นาฬิกาชีวิต” และ “จังหวะวงจรชีวิต” ดูกันซิว่า “นม” แต่ละประเภทนั้นเหมาะกับร่างกายในช่วงเวลาไหนบ้าง
05.00 - 07.00 น. ว่ากันว่าช่วงเช้าแบบนี้เป็นช่วงเวลาของการทำงานของลำไส้ใหญ่ควรหัดขับถ่ายในช่วงเช้าให้เป็นนิสัย การดื่มนมเปรี้ยวที่มีจุลินทรีย์จะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่ทำงานได้ดี รู้อย่างนี้ ตื่นแล้วให้รีบตรงรี่ไปที่ตู้เย็นหานมเปรี้ยว ที่มีจุลินทรีย์มีชีวิตที่เป็นประโยชน์ (Probiotic) มาดื่มกัน
07.00 - 09.00 น. ควรทานอาหารเช้าอย่างเต็มที่เพราะเป็นมื้อแรกหลังจากร่างกายได้พักฟื้นจากการหลับยาวช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของกระเพาะ ร่างกายต้องการพลังงานน่าจะลองเปลี่ยนจากกาแฟ หรือชา มาดื่มนมพาสเจอร์ไรส์รสกาแฟรสช็อกโกแลต หรือมอลต์ที่ให้พลังงานเพื่อสนองต่อความต้องการของกระเพาะน่าจะเข้าท่ากว่า
09.00 - 12.00 น. เป็นช่วงจังหวะของการเรียนและทำงานสมองต้องการถูกกระตุ้นเพื่อให้สามารถใช้ความจำได้เต็มที่ ถ้าเป็นไปได้ลองพักเบรกด้วยโยเกิร์ต ไม่มีไขมัน หรือ โยเกิร์ตไขมันต่ำที่ให้ทั้งกลูโคสและกระตุ้นการทำงานเซลส์สมองช่วยให้ปลอดโปร่งจำและตัดสินใจได้ฉับไว
มาถึงหนุ่มสาวมนุษย์กลางคืนที่เพิ่งมาเริ่มต้นวันเอาช่วงเที่ยงนั้นคงต้องบอกว่าไลฟ์สไตล์ของคุณนั้นทำให้ร่างกายรวนเร เพราะถ้าเลยมาจนเที่ยงแล้วยังไม่มีอาหารตกถึงท้องเลยล่ะ ก็นั่นแปลว่าน้ำตาลในเลือดกำลังต่ำ เมื่อตื่นขึ้นมาคุณก็จะไม่รู้สึกสดชื่นเท่าที่ควร ทีนี้มาดูกันต่อว่าในช่วงเที่ยงนั้น ร่างกายของเรายังคงเดินหน้าทำอะไรกันบ้าง
12.00 - 15.00 น. ช่วงเที่ยงและบ่ายเป็นช่วงของการทำงานของระบบย่อยอาหารอย่างกระเพาะและลำไส้เล็กกระเพาะจะหลั่งกรดออกมาในช่วงเที่ยงการดื่มนมเปรี้ยวตามหลังอาหารจะช่วยให้ลำไส้เล็กย่อยและดูดซึมสารอาหารดีขึ้น ยิ่งถ้าเป็นนมเปรี้ยวสูตร ไม่มีไขมัน ก็จะช่วยล้างไขมันที่เกาะในลำไส้ให้เราอีกต่างหาก
15.00 - 17.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ ควรดื่มน้ำผลไม้เพื่อให้มีการขับปัสสาวะถ้าไม่สามารถหาน้ำผลไม้ได้การดื่มนมเปรี้ยวพร้อมดื่มรสผลไม้ ก็จะช่วยให้กระเพาะปัสสาวะถูกกระตุ้นและได้ขับถ่ายของเสียออกไปจากร่างกายได้เหมือนกัน
17.00 - 21.00 น. หลังเลิกงานเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การกระตุ้นการไหลเวียนเลือด เยื่อหุ้มหัวใจ ยิ่งสำหรับผู้สูงอายุความดันโลหิตจะต่ำลงการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและความดันให้เหมาะสมช่วงนี้ร่างกายต้องการวิตามินซีและอีสูงแต่เป็นช่วงเวลาที่ไม่ควรทานอาหารมื้อหนัก ดังนั้นการเลือกดื่มนมเปรี้ยวที่เสริมวิตามินซีและอีแทนมื้อเย็นอาจจะเป็นทางเลือกที่เป๊ะที่สุดสำหรับผู้รักสุขภาพ
21.00 - 23.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ต้องทำให้ร่างกายอบอุ่น และยังเป็นช่วงที่ร่างกายจะสามารถรับแคลเซียมได้มากที่สุดดังนั้นการดื่มนมอุ่น ๆ ซักแก้วก่อนเข้านอนจะช่วยทั้งควบคุมอุณหภูมิในร่างกายและทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมเพื่อสุขภาพที่ดีควรเลือกนม ไขมันต่ำ และมีแคลเซียมสูงเพียงแค่นำเข้าไมโครเวฟเพียงกิ๊งเดียวในหนึ่งนาทีก็จะได้นมอุ่น ๆ ที่แคลเซียมยังอยู่ครบถ้วยแถมช่วยให้หลับง่ายด้วย
23.00 - 05.00 น. เป็นช่วงเวลาของการปล่อยให้ร่างกายพักผ่อนเพื่อให้ตับหลั่งสารมีราโทนิน (Meratonin) มาฆ่าเชื้อโรคเพื่อขจัดสารพิษให้ร่างกายไม่ให้มีสารตกค้างทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง คนที่นอนดึกอาจจะทำให้ตับทำงานได้ไม่เต็มที่ทำให้ร่างกายไม่ได้ระบายของเสียออกไป การให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มอิ่มในช่วงนี้จะช่วยเตรียมร่างกายให้พร้อมตื่นขึ้นมารับวันใหม่อย่างสดชื่น
ที่กล่าวมาเป็นเพียงหลักการตามนาฬิกาชีวิต เพื่อให้การเลือกดื่มนม และผลิตภัณฑ์นม ตรงตามระบบการทำงานของร่างกายแต่ถ้าคุณผู้อ่านไม่สามารถปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้ตรงกับระบบนาฬิกาชีวิตอย่างน้อยการเลือกดื่มนม นมเปรี้ยว หรือโยเกิร์ต ก็เป็นการทำให้ร่างกายได้รับอาหารที่ดี มีคุณภาพ ดีกว่าการเลือดดื่มเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยน้ำตาล แต่งสี เติมกลิ่นที่มีอยู่เต็มท้องตลาดในปัจจุบัน
อย่าลืมนะคะว่า You are what you eat อยากสุขภาพดีต้องเริ่มที่การใส่ใจอาหารและเครื่องดื่มที่เราบริโภคกัน
ทว่าบังเอิญถูกตะขาบกัดเข้าก็ต้องปฐมพยาบาล เนื่องจากพิษของตะขาบจะทำให้ผิวหนังบริเวณที่ถูกกัดนั้นบวมแดง รู้สึกปวด และอาจชา บางคนหากแพ้พิษมากยังจะมีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน และซึมลง แต่พิษของตะขาบในบ้านเรามักไม่สามารถทำให้เสียชีวิตได้โดยตรง
วิธีการปฐมพยาบาลในเบื้องต้น หากถูกกัดบริเวณแขนและขา พยายามห้อยส่วนดังกล่าวให้อยู่ต่ำ กรณีโดนกัดที่นิ้วมือหรือนิ้วเท้า แนะนำให้หาเชือกหรือผ้ามารัดที่ข้อนิ้วเอาไว้ เป็นการป้องกันพิษกระจายตัว
จากนั้นให้เช็ดแผลด้วยแอลกอฮอล์ หรือล้างด้วยน้ำด่างทับทิมช่วยฆ่าเชื้อโรค ตามด้วยการประคบเย็นบริเวณที่ถูกกัดเพื่อลดปวดบวม และกินยาแก้ปวด
ขณะที่การปฐมพยาบาลแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน มีการแนะนำให้แช่แผลที่ถูกกัดลงในน้ำส้มสายชู หรือใช้ยางมะละกอดิบป้ายแผลจะช่วยบรรเทาอาการปวดลงได้
อย่างไรก็ตาม หลังดูแลแผลเพื่อลดความเจ็บปวดแล้ว ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อดูแลรักษาทันที บางรายที่ปล่อยไว้ อาจเสี่ยงต่อการอักเสบติดเชื้อ ปวดบวมมีหนอง เนื้อตายจนต้องตัดเฉือนทิ้ง
ทริคดื่มนมตามนาฬิกาชีวิต
คุณผู้อ่านเคยได้ยินประโยคที่ว่า “รักใคร...ให้ดื่มนม” กันใช่ไหม กับสโลแกนของทางหน่วยงานภาครัฐเมื่อหลายปีก่อน ที่ต้องการรณรงค์ให้คนไทยหันมาดื่มนม เพราะนมเป็นแหล่งโปรตีน แคลเซียม และวิตามินที่แสนจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย หาทานได้ง่าย และราคาไม่แพง
แต่หากจะดื่มนมให้ได้ประโยชน์มากขึ้น บางตำราเขานะนำว่า ให้ศึกษาหลัก “นาฬิกาชีวิต” (Biological Clock) เราก็จะพบว่าไม่จำเป็นต้องไปพึ่งปลาทะเลน้ำลึกที่ไหนหรืออาหารสุขภาพแสนแพง เพราะแค่ “นม” จากแม่วัวธรรมดาแต่ถ้าดื่มให้ถูกช่วงเวลาก็สามารถบำรุงอวัยวะต่าง ๆ ได้อย่างดีทีเดียวเลย จึงขอนำสาระดี ๆ เรื่องการดื่มนมตามหลักนาฬิกาชีวิตมาให้ได้อ่านกัน
คอนเซ็ปต์เรื่อง นาฬิกาชีวิต ของการแพทย์ตะวันออก แบ่งการทำงานของร่างกายออกเป็นช่วงเวลา โดยเชื่อว่าถ้าเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรม Bi Ni Ni Al Vi Cl Ci การรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตมาให้สอดคล้องกับการทำงานของร่างกายในแต่ละช่วงเวลาก็จะทำให้เรามีสุขภาพดี อายุยืนและไร้ซึ่งโรคภัย ซึ่งดู ๆ แล้วก็ดันไปป๊ะกันแหมเข้าคู่กับคอนเซ็ปต์ “จังหวะวงจรชีวิต” (Circadian Rhythm) ของทางตะวันตกเข้าให้ยังกะเป็นแฝดพี่แฝดน้องกันเลยว่าแล้วก็มาทำความรู้จักกับ “นาฬิกาชีวิต” และ “จังหวะวงจรชีวิต” ดูกันซิว่า “นม” แต่ละประเภทนั้นเหมาะกับร่างกายในช่วงเวลาไหนบ้าง
05.00 - 07.00 น. ว่ากันว่าช่วงเช้าแบบนี้เป็นช่วงเวลาของการทำงานของลำไส้ใหญ่ควรหัดขับถ่ายในช่วงเช้าให้เป็นนิสัย การดื่มนมเปรี้ยวที่มีจุลินทรีย์จะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่ทำงานได้ดี รู้อย่างนี้ ตื่นแล้วให้รีบตรงรี่ไปที่ตู้เย็นหานมเปรี้ยว ที่มีจุลินทรีย์มีชีวิตที่เป็นประโยชน์ (Probiotic) มาดื่มกัน
07.00 - 09.00 น. ควรทานอาหารเช้าอย่างเต็มที่เพราะเป็นมื้อแรกหลังจากร่างกายได้พักฟื้นจากการหลับยาวช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของกระเพาะ ร่างกายต้องการพลังงานน่าจะลองเปลี่ยนจากกาแฟ หรือชา มาดื่มนมพาสเจอร์ไรส์รสกาแฟรสช็อกโกแลต หรือมอลต์ที่ให้พลังงานเพื่อสนองต่อความต้องการของกระเพาะน่าจะเข้าท่ากว่า
09.00 - 12.00 น. เป็นช่วงจังหวะของการเรียนและทำงานสมองต้องการถูกกระตุ้นเพื่อให้สามารถใช้ความจำได้เต็มที่ ถ้าเป็นไปได้ลองพักเบรกด้วยโยเกิร์ต ไม่มีไขมัน หรือ โยเกิร์ตไขมันต่ำที่ให้ทั้งกลูโคสและกระตุ้นการทำงานเซลส์สมองช่วยให้ปลอดโปร่งจำและตัดสินใจได้ฉับไว
มาถึงหนุ่มสาวมนุษย์กลางคืนที่เพิ่งมาเริ่มต้นวันเอาช่วงเที่ยงนั้นคงต้องบอกว่าไลฟ์สไตล์ของคุณนั้นทำให้ร่างกายรวนเร เพราะถ้าเลยมาจนเที่ยงแล้วยังไม่มีอาหารตกถึงท้องเลยล่ะ ก็นั่นแปลว่าน้ำตาลในเลือดกำลังต่ำ เมื่อตื่นขึ้นมาคุณก็จะไม่รู้สึกสดชื่นเท่าที่ควร ทีนี้มาดูกันต่อว่าในช่วงเที่ยงนั้น ร่างกายของเรายังคงเดินหน้าทำอะไรกันบ้าง
12.00 - 15.00 น. ช่วงเที่ยงและบ่ายเป็นช่วงของการทำงานของระบบย่อยอาหารอย่างกระเพาะและลำไส้เล็กกระเพาะจะหลั่งกรดออกมาในช่วงเที่ยงการดื่มนมเปรี้ยวตามหลังอาหารจะช่วยให้ลำไส้เล็กย่อยและดูดซึมสารอาหารดีขึ้น ยิ่งถ้าเป็นนมเปรี้ยวสูตร ไม่มีไขมัน ก็จะช่วยล้างไขมันที่เกาะในลำไส้ให้เราอีกต่างหาก
15.00 - 17.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ ควรดื่มน้ำผลไม้เพื่อให้มีการขับปัสสาวะถ้าไม่สามารถหาน้ำผลไม้ได้การดื่มนมเปรี้ยวพร้อมดื่มรสผลไม้ ก็จะช่วยให้กระเพาะปัสสาวะถูกกระตุ้นและได้ขับถ่ายของเสียออกไปจากร่างกายได้เหมือนกัน
17.00 - 21.00 น. หลังเลิกงานเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การกระตุ้นการไหลเวียนเลือด เยื่อหุ้มหัวใจ ยิ่งสำหรับผู้สูงอายุความดันโลหิตจะต่ำลงการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและความดันให้เหมาะสมช่วงนี้ร่างกายต้องการวิตามินซีและอีสูงแต่เป็นช่วงเวลาที่ไม่ควรทานอาหารมื้อหนัก ดังนั้นการเลือกดื่มนมเปรี้ยวที่เสริมวิตามินซีและอีแทนมื้อเย็นอาจจะเป็นทางเลือกที่เป๊ะที่สุดสำหรับผู้รักสุขภาพ
21.00 - 23.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ต้องทำให้ร่างกายอบอุ่น และยังเป็นช่วงที่ร่างกายจะสามารถรับแคลเซียมได้มากที่สุดดังนั้นการดื่มนมอุ่น ๆ ซักแก้วก่อนเข้านอนจะช่วยทั้งควบคุมอุณหภูมิในร่างกายและทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมเพื่อสุขภาพที่ดีควรเลือกนม ไขมันต่ำ และมีแคลเซียมสูงเพียงแค่นำเข้าไมโครเวฟเพียงกิ๊งเดียวในหนึ่งนาทีก็จะได้นมอุ่น ๆ ที่แคลเซียมยังอยู่ครบถ้วยแถมช่วยให้หลับง่ายด้วย
23.00 - 05.00 น. เป็นช่วงเวลาของการปล่อยให้ร่างกายพักผ่อนเพื่อให้ตับหลั่งสารมีราโทนิน (Meratonin) มาฆ่าเชื้อโรคเพื่อขจัดสารพิษให้ร่างกายไม่ให้มีสารตกค้างทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง คนที่นอนดึกอาจจะทำให้ตับทำงานได้ไม่เต็มที่ทำให้ร่างกายไม่ได้ระบายของเสียออกไป การให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มอิ่มในช่วงนี้จะช่วยเตรียมร่างกายให้พร้อมตื่นขึ้นมารับวันใหม่อย่างสดชื่น
ที่กล่าวมาเป็นเพียงหลักการตามนาฬิกาชีวิต เพื่อให้การเลือกดื่มนม และผลิตภัณฑ์นม ตรงตามระบบการทำงานของร่างกายแต่ถ้าคุณผู้อ่านไม่สามารถปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้ตรงกับระบบนาฬิกาชีวิตอย่างน้อยการเลือกดื่มนม นมเปรี้ยว หรือโยเกิร์ต ก็เป็นการทำให้ร่างกายได้รับอาหารที่ดี มีคุณภาพ ดีกว่าการเลือดดื่มเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยน้ำตาล แต่งสี เติมกลิ่นที่มีอยู่เต็มท้องตลาดในปัจจุบัน
อย่าลืมนะคะว่า You are what you eat อยากสุขภาพดีต้องเริ่มที่การใส่ใจอาหารและเครื่องดื่มที่เราบริโภคกัน
"อาหาร" เรื่องคาใจผู้ป่วยมะเร็ง
ท่านคงได้รับข้อมูลจากการบอกเล่าหรือการอ่านว่า การเลือกรับประทานอาหารสามารถป้องกันหรือรักษาโรคมะเร็งอย่างได้ผล ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว เราควรจะเลือกรับประทานอาหารบางอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นมะเร็ง หรือถ้าเป็นโรคมะเร็งแล้ว ควรจะเลือกบริโภคอาหารอะไรเพื่อช่วยควบคุมโรค
คำถามเหล่านี้ เป็นคำถามที่ผู้ป่วยจำนวนมากในปัจจุบันถามต่อแพทย์ผู้รักษา โดยหวังว่า แพทย์สามารถให้คำตอบได้ว่า ควรจะรับประทานอาหารอย่างไรเพื่อให้ผลการรักษาได้ผลดีที่สุด
ศ.นพ.พรชัย โอเจริญรัตน์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า ร่างกายคนเราต้องการอาหารที่หลากหลาย เพื่อนำสารอาหารไปใช้ประโยชน์ได้ทั่วร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยมะเร็งหรือคนปกติก็ควรกินให้ได้ครบ 5 หมู่
“โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีคำถามบ่อยๆ ว่า ต้องงดเนื้อสัตว์หรือไม่ จริงหรือที่กินได้แค่ผักผลไม้ วิตามิน-อาหารเสริมช่วยได้แค่ไหน น้ำผักต่างๆ ดื่มแล้วจะช่วยให้มะเร็งหายเร็วได้จริงหรือไม่ และอีกสารพัดคำถามที่ล้วนแต่มีเป้าหมายไปทางเดียวกันคือ ชดเชยกับภูมิต้านทานร่างกายที่ลดลงหลังจากการรักษา”
คุณหมออธิบายว่า การกินที่ถูกต้องนั้น ไม่ควรกินเมนูเดียวซ้ำๆ ต้องกินให้หลากหลายและเปลี่ยนเมนูไปเรื่อยๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่หลากหลาย ส่วนเรื่องเนื้อสัตว์อาจเลี่ยงของปิ้งย่าง ทอด โดยเปลี่ยนเป็นการนึ่ง ต้ม แทนก็ได้ รวมถึงลดปริมาณอาหารไขมันสูงและอาหารที่ให้พลังงานสูง เพราะเป็นอาหารชั้นดีสำหรับมะเร็ง
หากบริหารจัดการเรื่องการกินได้ อาหารก็จะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่เติมเต็มความสุขให้กับชีวิต ไม่ใช่บังคับตัวเองให้ไม่กินอะไรเลย จนเป็นทุกข์ และสำหรับอาหารเสริมนั้น ควรปรึกษานักโภชนาการ ไม่ควรซื้อมากินเอง เพราะเราก็ไม่รู้ว่าร่างกายต้องการสารอาหารชนิดใดเพิ่ม การกินสุ่มสี่สุ่มห้าอาจเพิ่มโรคตามมาโดยไม่รู้ตัว
นอกจากการใส่ใจด้านโภชนาการแล้ว ในด้านการดูแลสุขภาพจิตก็จำเป็นไม่แพ้กัน เพราะคนไข้ทุกคนเมื่อรู้ว่าตัวเองป่วย มักเกิดความเครียด วิตกกังวล ยกตัวอย่างผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จากการเก็บข้อมูลในผู้ป่วย 215 คน พบว่า 44% เป็นโรคทางจิตเวชแบบไม่รุนแรง 13% อยู่ในกลุ่มซึมเศร้าและกังวลเกี่ยวกับโรค และ 3% ที่เครียดมากจนถึงขั้นคิดทำร้ายตัวเองด้วยการฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา
ผศ.นพ.พนม เกตุมาน จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ให้คำแนะนำว่า ญาติควรหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็ง เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยได้ถูกวิธี ไม่ควรตำหนิคนไข้ทำนองว่าเป็นภาระครอบครัว เพราะการพูดอย่างนั้นจะยิ่งเป็นการทำให้คนไข้คิดมากและเครียดยิ่งกว่าเดิม
ญาติควรหมั่นสังเกตอาการคนไข้ และไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบอยู่เสมอ หากพบว่ามีอาการเงียบขรึมกว่าปกติ เศร้า เหม่อลอย ad Ch Ni Dr Ke Ch Ad กิจวัตรประจำวันก็ทำไม่ได้ดีเหมือนแต่ก่อนที่จะรู้ตัวว่าป่วย เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ นอนแล้วตื่นกลางดึก ฯลฯ ให้รีบพาไปปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและขอคำแนะนำในการดูแลรักษาสุขภาพจิตโดยด่วน
“การปล่อยให้ผู้ป่วยมะเร็งอยู่กับความเครียด และความกังวลซ้ำๆ จะยิ่งทำให้เขาหมดกำลังใจที่จะต่อสู้กับโรค ฉะนั้น การดูแลสุขภาพจิตใจของคนไข้ให้แข็งแรง ยิ้มรับกับโรคที่เป็น เพราะยิ่งเขามีจิตใจที่เข้มแข็งสู้กับทุกปัญหาแล้ว ร่างกายก็จะมีสุขภาพที่ดีตามไปด้วยนั่นเอง” จิตแพทย์แนะนำ
หัวใจฟิต เมื่อคิดบวก
ผู้ใหญ่หลายท่านต้องคอยดูให้ดีนะคะ อย่าให้โรคประจำตัวพากันร่าเริงเกินไปนักเพราะมักจะพาโรคหัวใจเข้ามาเพิ่มได้ มีท่านที่มาออกกำลังกายแล้วเกิดอาการ วูบ ซึ่งเมื่อตรวจแล้วพบโรคหัวใจที่ท่านบอกว่าไม่เคยทราบมาก่อน
อย่างนี้ก็น่าห่วงค่ะเพราะถ้าไปวูบอยู่คนเดียวก็อันตราย อย่างน้อยในฟิตเนสก็มีคนอยู่เยอะ ซึ่งยิมหรือฟิตเนสในเมืองนอกเขามีการเตรียมการไว้ดีมากถึงขนาดมีอุปกรณ์ช่วยชีวิต มีการศึกษาหนึ่งพบว่าคนที่ไปหัวใจวายในสถานที่ออกกำลังกายนั้นมีอัตรารอดสูงกว่าที่อื่น
ความสำคัญก็คือเรื่องนี้เป็นเรื่องปุบปับที่ยากจะรับมือ หลายท่านไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโรคประจำตัวที่เป็นนำไปสู่โรคหัวใจแบบฉุกเฉินได้ น่าตกใจกว่าลำยองเยอะ ถึงกระนั้นก็ดียังมีสิ่งหนึ่งที่เลือกได้ค่ะนั่นคือการ เลือกคิด ให้หัวใจฟิตพอที่จะพิชิตภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจนหัวใจวายได้
มีการศึกษาใหญ่ชิ้นหนึ่งที่ลงตีพิมพ์ในวารสาร เซอร์คิวเลชั่น (Circulation) ของ สมาคมหัวใจ แห่งสหรัฐอเมริกา ที่ทำในคนไข้โรคหัวใจ 600 คน ชี้ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่นระหว่าง อารมณ์ กับ การออกกำลังกาย การศึกษานี้ตามดูกันเป็นเวลาถึง 5 ปี พบว่า คนไข้โรคหัวใจที่มีทัศนคติที่เป็นบวกต่อการออกกำลัง จะเสียชีวิตน้อยกว่ากลุ่มที่เซ็งต่อการออกกำลังอย่างเห็นได้ชัด
แต่ไม่ใช่เอาแต่คิดอย่างเดียวนะคะ เพราะท่านเหล่านี้จะลุกขึ้นมาออกกำลังกายด้วย ซึ่งจะช่วยให้หัวใจที่อ่อนแอได้กลับแข็งแรงขึ้นมา ดังที่ผู้รู้ท่านว่านั่นล่ะค่ะว่าใจเป็นนายกายเป็นบ่าว ทั้งหมดอยู่ที่ตัวเราคิดทั้งนั้น
คนไข้ที่เห็นการออกกำลังกายเป็นเรื่องสนุก อยากลุกขึ้นมาออกกำลังอย่างมีแรงบันดาลใจนั้นมีชีวิตอยู่ได้นานกว่าคนที่ซึมเซา ไม่หือไม่อือ ต่อกิจกรรมทางกายใดๆ นอกจากนั้นการคิดบวกอยากออกกำลังยังช่วยลดเวลาการนอนโรงพยาบาลที่แสนน่าเหนื่อยหน่ายลงได้อีกด้วย
ประหลาดใจอยู่เสมอค่ะที่เห็นคนรุ่นใหม่ๆ ไปหลงเชื่อกับโฆษณาห้องพักในโรงพยาบาลที่ราคาแพงเว่อร์ แล้วคิดว่าเบิกประกันได้ถึงพากันไปนอน แถมหลายคนยังเชื่อเสียสนิทใจว่าการนอนโรงพยาบาลคือสิ่งที่ดีที่สุด
ทั้งที่มันรวมความเสี่ยงหลายอย่างไว้ทั้งเชื้อโรคหัวดื้อต่อยาฆ่าเชื้อ เชื้อโรคปอดอักเสบ (Hospital acquired pneumonia) และที่แน่ๆ เลยก็คือ การนอนโรงพยาบาลนานๆ ไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพแต่อย่างใด เท่าที่ดิฉันเห็นมาคนที่มีการศึกษาจริงๆ จะไม่เชื่อว่าการนอนโรงพยาบาลเป็นสิ่งที่ดีแต่อย่างใด
เรื่องนี้ดิฉันมีประสบการณ์ตรงเลยทีเดียวว่าการนอนโรงพยาบาลแม้ว่า ห้องพักจะดีมีราคาแพงสักเพียงใดก็ตามแต่ความสุขใจ มันไม่มีวันเหมือน บ้าน ของเราหรอกค่ะ เพราะบ้านทำให้เราสุขใจ ไม่ซึมเศร้า และเมื่อไม่เหงาใจแล้วเราก็อยากที่จะลุกออกมาจากเตียงเร็วๆ ผิดกับเมื่ออยู่ในห้องสี่เหลี่ยมของโรงพยาบาลที่มีแต่การเจ็บการตายอยู่รอบตัว น่ากลัวกว่าอยู่บ้านเราเยอะ
"การนอนโรงพยาบาลไม่มีวันเหมือนบ้าน เพราะบ้านทำให้เราสุขใจ ไม่ซึมเศร้า"
คำถามเหล่านี้ เป็นคำถามที่ผู้ป่วยจำนวนมากในปัจจุบันถามต่อแพทย์ผู้รักษา โดยหวังว่า แพทย์สามารถให้คำตอบได้ว่า ควรจะรับประทานอาหารอย่างไรเพื่อให้ผลการรักษาได้ผลดีที่สุด
ศ.นพ.พรชัย โอเจริญรัตน์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า ร่างกายคนเราต้องการอาหารที่หลากหลาย เพื่อนำสารอาหารไปใช้ประโยชน์ได้ทั่วร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยมะเร็งหรือคนปกติก็ควรกินให้ได้ครบ 5 หมู่
“โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีคำถามบ่อยๆ ว่า ต้องงดเนื้อสัตว์หรือไม่ จริงหรือที่กินได้แค่ผักผลไม้ วิตามิน-อาหารเสริมช่วยได้แค่ไหน น้ำผักต่างๆ ดื่มแล้วจะช่วยให้มะเร็งหายเร็วได้จริงหรือไม่ และอีกสารพัดคำถามที่ล้วนแต่มีเป้าหมายไปทางเดียวกันคือ ชดเชยกับภูมิต้านทานร่างกายที่ลดลงหลังจากการรักษา”
คุณหมออธิบายว่า การกินที่ถูกต้องนั้น ไม่ควรกินเมนูเดียวซ้ำๆ ต้องกินให้หลากหลายและเปลี่ยนเมนูไปเรื่อยๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่หลากหลาย ส่วนเรื่องเนื้อสัตว์อาจเลี่ยงของปิ้งย่าง ทอด โดยเปลี่ยนเป็นการนึ่ง ต้ม แทนก็ได้ รวมถึงลดปริมาณอาหารไขมันสูงและอาหารที่ให้พลังงานสูง เพราะเป็นอาหารชั้นดีสำหรับมะเร็ง
หากบริหารจัดการเรื่องการกินได้ อาหารก็จะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่เติมเต็มความสุขให้กับชีวิต ไม่ใช่บังคับตัวเองให้ไม่กินอะไรเลย จนเป็นทุกข์ และสำหรับอาหารเสริมนั้น ควรปรึกษานักโภชนาการ ไม่ควรซื้อมากินเอง เพราะเราก็ไม่รู้ว่าร่างกายต้องการสารอาหารชนิดใดเพิ่ม การกินสุ่มสี่สุ่มห้าอาจเพิ่มโรคตามมาโดยไม่รู้ตัว
นอกจากการใส่ใจด้านโภชนาการแล้ว ในด้านการดูแลสุขภาพจิตก็จำเป็นไม่แพ้กัน เพราะคนไข้ทุกคนเมื่อรู้ว่าตัวเองป่วย มักเกิดความเครียด วิตกกังวล ยกตัวอย่างผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จากการเก็บข้อมูลในผู้ป่วย 215 คน พบว่า 44% เป็นโรคทางจิตเวชแบบไม่รุนแรง 13% อยู่ในกลุ่มซึมเศร้าและกังวลเกี่ยวกับโรค และ 3% ที่เครียดมากจนถึงขั้นคิดทำร้ายตัวเองด้วยการฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา
ผศ.นพ.พนม เกตุมาน จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ให้คำแนะนำว่า ญาติควรหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็ง เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยได้ถูกวิธี ไม่ควรตำหนิคนไข้ทำนองว่าเป็นภาระครอบครัว เพราะการพูดอย่างนั้นจะยิ่งเป็นการทำให้คนไข้คิดมากและเครียดยิ่งกว่าเดิม
ญาติควรหมั่นสังเกตอาการคนไข้ และไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบอยู่เสมอ หากพบว่ามีอาการเงียบขรึมกว่าปกติ เศร้า เหม่อลอย ad Ch Ni Dr Ke Ch Ad กิจวัตรประจำวันก็ทำไม่ได้ดีเหมือนแต่ก่อนที่จะรู้ตัวว่าป่วย เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ นอนแล้วตื่นกลางดึก ฯลฯ ให้รีบพาไปปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและขอคำแนะนำในการดูแลรักษาสุขภาพจิตโดยด่วน
“การปล่อยให้ผู้ป่วยมะเร็งอยู่กับความเครียด และความกังวลซ้ำๆ จะยิ่งทำให้เขาหมดกำลังใจที่จะต่อสู้กับโรค ฉะนั้น การดูแลสุขภาพจิตใจของคนไข้ให้แข็งแรง ยิ้มรับกับโรคที่เป็น เพราะยิ่งเขามีจิตใจที่เข้มแข็งสู้กับทุกปัญหาแล้ว ร่างกายก็จะมีสุขภาพที่ดีตามไปด้วยนั่นเอง” จิตแพทย์แนะนำ
หัวใจฟิต เมื่อคิดบวก
ผู้ใหญ่หลายท่านต้องคอยดูให้ดีนะคะ อย่าให้โรคประจำตัวพากันร่าเริงเกินไปนักเพราะมักจะพาโรคหัวใจเข้ามาเพิ่มได้ มีท่านที่มาออกกำลังกายแล้วเกิดอาการ วูบ ซึ่งเมื่อตรวจแล้วพบโรคหัวใจที่ท่านบอกว่าไม่เคยทราบมาก่อน
อย่างนี้ก็น่าห่วงค่ะเพราะถ้าไปวูบอยู่คนเดียวก็อันตราย อย่างน้อยในฟิตเนสก็มีคนอยู่เยอะ ซึ่งยิมหรือฟิตเนสในเมืองนอกเขามีการเตรียมการไว้ดีมากถึงขนาดมีอุปกรณ์ช่วยชีวิต มีการศึกษาหนึ่งพบว่าคนที่ไปหัวใจวายในสถานที่ออกกำลังกายนั้นมีอัตรารอดสูงกว่าที่อื่น
ความสำคัญก็คือเรื่องนี้เป็นเรื่องปุบปับที่ยากจะรับมือ หลายท่านไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโรคประจำตัวที่เป็นนำไปสู่โรคหัวใจแบบฉุกเฉินได้ น่าตกใจกว่าลำยองเยอะ ถึงกระนั้นก็ดียังมีสิ่งหนึ่งที่เลือกได้ค่ะนั่นคือการ เลือกคิด ให้หัวใจฟิตพอที่จะพิชิตภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจนหัวใจวายได้
มีการศึกษาใหญ่ชิ้นหนึ่งที่ลงตีพิมพ์ในวารสาร เซอร์คิวเลชั่น (Circulation) ของ สมาคมหัวใจ แห่งสหรัฐอเมริกา ที่ทำในคนไข้โรคหัวใจ 600 คน ชี้ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่นระหว่าง อารมณ์ กับ การออกกำลังกาย การศึกษานี้ตามดูกันเป็นเวลาถึง 5 ปี พบว่า คนไข้โรคหัวใจที่มีทัศนคติที่เป็นบวกต่อการออกกำลัง จะเสียชีวิตน้อยกว่ากลุ่มที่เซ็งต่อการออกกำลังอย่างเห็นได้ชัด
แต่ไม่ใช่เอาแต่คิดอย่างเดียวนะคะ เพราะท่านเหล่านี้จะลุกขึ้นมาออกกำลังกายด้วย ซึ่งจะช่วยให้หัวใจที่อ่อนแอได้กลับแข็งแรงขึ้นมา ดังที่ผู้รู้ท่านว่านั่นล่ะค่ะว่าใจเป็นนายกายเป็นบ่าว ทั้งหมดอยู่ที่ตัวเราคิดทั้งนั้น
คนไข้ที่เห็นการออกกำลังกายเป็นเรื่องสนุก อยากลุกขึ้นมาออกกำลังอย่างมีแรงบันดาลใจนั้นมีชีวิตอยู่ได้นานกว่าคนที่ซึมเซา ไม่หือไม่อือ ต่อกิจกรรมทางกายใดๆ นอกจากนั้นการคิดบวกอยากออกกำลังยังช่วยลดเวลาการนอนโรงพยาบาลที่แสนน่าเหนื่อยหน่ายลงได้อีกด้วย
ประหลาดใจอยู่เสมอค่ะที่เห็นคนรุ่นใหม่ๆ ไปหลงเชื่อกับโฆษณาห้องพักในโรงพยาบาลที่ราคาแพงเว่อร์ แล้วคิดว่าเบิกประกันได้ถึงพากันไปนอน แถมหลายคนยังเชื่อเสียสนิทใจว่าการนอนโรงพยาบาลคือสิ่งที่ดีที่สุด
ทั้งที่มันรวมความเสี่ยงหลายอย่างไว้ทั้งเชื้อโรคหัวดื้อต่อยาฆ่าเชื้อ เชื้อโรคปอดอักเสบ (Hospital acquired pneumonia) และที่แน่ๆ เลยก็คือ การนอนโรงพยาบาลนานๆ ไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพแต่อย่างใด เท่าที่ดิฉันเห็นมาคนที่มีการศึกษาจริงๆ จะไม่เชื่อว่าการนอนโรงพยาบาลเป็นสิ่งที่ดีแต่อย่างใด
เรื่องนี้ดิฉันมีประสบการณ์ตรงเลยทีเดียวว่าการนอนโรงพยาบาลแม้ว่า ห้องพักจะดีมีราคาแพงสักเพียงใดก็ตามแต่ความสุขใจ มันไม่มีวันเหมือน บ้าน ของเราหรอกค่ะ เพราะบ้านทำให้เราสุขใจ ไม่ซึมเศร้า และเมื่อไม่เหงาใจแล้วเราก็อยากที่จะลุกออกมาจากเตียงเร็วๆ ผิดกับเมื่ออยู่ในห้องสี่เหลี่ยมของโรงพยาบาลที่มีแต่การเจ็บการตายอยู่รอบตัว น่ากลัวกว่าอยู่บ้านเราเยอะ
"การนอนโรงพยาบาลไม่มีวันเหมือนบ้าน เพราะบ้านทำให้เราสุขใจ ไม่ซึมเศร้า"
ข้าวเหนียวดำ ธัญพืชดำดี
ข้าวเหนียวดำ เป็นธัญพืชที่คนไทย นิยมรับประทานมานาน เพราะให้ความเหนียว ความมัน มีรสชาติที่น่ารับประทาน
คนไทยโบราณเชื่อว่า ข้าวเหนียวเป็นสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้ มีคุณสมบัติออกฤทธิ์ร้อน นิยมปลูกในนาลุ่มที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ หรือปลูกในที่ดอนแบบข้าวไร่ทางภาคเหนือ ข้าวเหนียวมีหลายสายพันธุ์ แต่ที่คนส่วนใหญ่นิยมมีอยู่สองสี คือ ข้าวเหนียวสีขาว และข้าวเหนียวสีดำ
ข้าวเหนียวสามารถแปรรูปไปเป็นอาหารอื่นได้ ส่วนใหญ่จะทำเป็นขนม เช่น เทศกาลตรุษจีนก็ทำขนมเข่ง เทศกาลออกพรรษาทำข้าวต้มลูกโยน ข้าวต้มผัด ข้าวหลาม ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวนึ่งกินกับส้มตำ เป็นต้น
นอกจากข้าวเหนียวจะมีประโยชน์ทางด้านอาหารแล้ว ยังมีประโยชน์ในการบำรุงร่างกายช่วยขับลมในร่างกาย สร้างสารอาหารเสริมสมรรถภาพกระเพาะอาหาร
สาวไทยเมื่อครั้งอดีต นำมาช่วยบำรุงผิวพรรณให้เนียนขึ้น โดยการนำข้าวสารเหนียวแช่ให้นุ่ม ผสมกับใบตำลึงอ่อน สัดส่วน 1 ต่อ 1 ตำให้ละเอียด นำมาพอกผิวหน้า ผิวกายทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นเพื่อช่วยลดริ้วรอยจุดด่างดำให้จางหายไป
นั่งตัวตรงผิดท่า กดทับหมอนรองกระดูก
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูก ใช้การตรวจเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ศึกษาพบว่า ท่าการนั่งตัวตรงของพนักงานตามสำนักงานต่างๆ นั้นผิดท่า ทำให้แผ่นหลังแข็งเกร็งโดยไม่จำเป็น
เขาป่าวประกาศบอกในที่ประชุมรังสีแพทย์วิทยา Ra La Re St Ni Co PU แห่งอเมริกาเหนือ ว่า ท่านั่งกับโต๊ะที่ดีที่สุด จะต้องนั่งเอนเป็นมุมประมาณ 135 องศา การนั่งผิดท่านั้น จะทำให้เกิดปวดหลังได้
แพทย์สมาคมจัดกระดูกอังกฤษ เคยศึกษาพบว่า คนส่วนใหญ่มากถึงร้อยละ 32 ล้วนแต่นั่งทำงานนานเกิน 10 กว่า ชม.ขึ้นไปทั้งสิ้น ที่ร้ายกว่าครึ่ง คือไม่ยอมลุกจากโต๊ะไป แม้แต่กินข้าวกลางวันด้วยซ้ำ ซ้ำยังมีคนอีกประมาณ 2 ใน 3 เลิกงานแล้ว กลับไปบ้านก็ยังคงไปนั่งท่าแบบนั้นต่ออีก
โฆษกรายงานที่ประชุมต่อไปว่า การนั่งตัวตรงจะทำให้หมอนรองกระดูกถูกกดทับหนักที่สุดและอาจเกิดเคลื่อนได้ แต่ถ้าเปลี่ยนมานั่งเอนทำมุม 135 องศา จะช่วยให้หมอนรองกระดูกเบาภาระลงมากที่สุด หมออาจารย์โรคกระดูกอีกท่านหนึ่งยังแนะว่า ถ้าจะให้ดีควรจะนั่งเอนเป็นมุมแค่ 120 องศาก็พอ เพราะเอนมากถึง 135 องศามันมากเกินไป จะนั่งไม่ค่อยอยู่ เพราะตัวจะลื่นไถลลงมา
โรคซึมเศร้าทำ โลกทุพพลภาพ
วารสาร “PLOS การแพทย์” ของสหรัฐฯ รายงานว่า มีการศึกษา พบว่า โรคซึมเศร้าเป็นตัวการทำให้พลโลกต้องทุพพลภาพลงมากที่สุดรองจากโรคปวดหลัง จนผู้เชี่ยวชาญพากันให้ความเห็นว่า สมควรถือเป็นปัญหาเร่งด่วนทางสาธารณสุขอันหนึ่ง
นักวิจัยได้ศึกษาโดยเปรียบเทียบกับโรคอื่น 200 กว่าโรค และการบาดเจ็บ ลงความเห็นว่า เป็นสาเหตุของการทุพพลภาพอันหนึ่ง และองค์การอนามัยโลกได้พบว่า เป็นอาการที่เป็นกันอยู่ทั่วโลก แต่ผู้ที่โชคดีมีโอกาสได้รับการรักษากลับมีเพียงน้อยนิด
อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะได้รับการถือว่าเป็นสาเหตุของความทุพพลภาพของโลกอันดับ 2 แต่ผลกระทบของมันแตกต่างผิดกันไปในแต่ละประเทศ อย่างเช่น เกิดในอัตราสูงสุดที่อัฟกานิสถาน แต่มีน้อยที่สุดที่ญี่ปุ่น
ดร.อไลว์ เฟอราริ คณะสาธารณสุขประชากร มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ หัวหน้าคณะศึกษา กล่าวว่า “โรคซึมเศร้าเป็นปัญหาใหญ่อันหนึ่ง เราควรจะสนใจมันมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เรายังจะต้องทำกันอีกมากกว่าที่จะปลุกความรับรู้และเข้าใจในเรื่องนี้ และพบหนทางรักษาในที่สุด”
“พูด 2 ภาษา” ช่วยชะลออาการ “ความจำเสื่อม”
คนที่พูดได้ 2 ภาษามีโอกาสป่วยเป็นโรคความจำเสื่อมช้ากว่าคนปกตินานหลายปี ไม่ว่าพวกเขาจะอ่านออกเขียนได้หรือไม่ก็ตาม
ผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสารประสาทวิทยาของสหรัฐฯ นับเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่ยืนยันว่า การพูดได้ 2 ภาษา (bilingualism) มีผลช่วยในการป้องกันโรคความจำเสื่อม แม้แต่ในผู้ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ทีมวิจัยได้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 648 คน ในอินเดียซึ่งล้วนแต่มีอาการความจำเสื่อมในบางรูปแบบ โดยอายุเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างคือ 66 ปี
จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า คนที่พูดได้ 2 ภาษาเริ่มมีอาการความจำเสื่อมช้ากว่า คนที่พูดภาษาเดียวราว 4 - 4 ปีครึ่ง ไม่ว่าพวกเขาจะรู้หนังสือหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ ร้อยละ 14 ของกลุ่มตัวอย่างเป็นประชากรที่ไม่รู้หนังสือ คนพูด 2 ภาษามีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์และภาวะความจำเสื่อมจากหลอดเลือดในสมองตีบช้ากว่าคนทั่วไป โดยความแตกต่างเรื่องระดับการศึกษา, เพศ, อาชีพ หรือถิ่นที่อยู่อาศัยนั้นไม่ใช่ตัวแปรสำคัญ
สุวรรณา อัลลาดี ผู้เรียบเรียงงานวิจัยจากสถาบันการแพทย์นิซามในเมืองไฮเดอราบัด กล่าวว่า “ผลการศึกษาของเราเป็นชิ้นแรกที่ยืนยันถึงประโยชน์ของการพูดได้ 2 ภาษาในกลุ่มคนที่อ่านหนังสือไม่ออก”
“ในกรณีนี้ระดับการศึกษาของบุคคลไม่สามารถใช้อธิบายความแตกต่างที่พบได้ การพูดได้มากกว่า 1 ภาษาอาจมีส่วนช่วยในการพัฒนาสมองส่วนที่ควบคุมการจัดการและความมีสมาธิ ซึ่งจะทำให้คนเกิดภาวะความจำเสื่อมช้าลง”
อย่างไรก็ดี ผลวิจัยไม่พบว่าผู้ที่พูดได้มากกว่า 2 ภาษาจะมีเกราะป้องกันความจำเสื่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
เปลือกกล้วย สารพัดประโยชน์
เมื่อเอ่ยถึง 'กล้วย' หลายๆ คน คงรู้ถึงสรรพคุณที่หลากหลาย ของผลไม้ชนิดนี้กันดีอยู่แล้ว แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งของกล้วยที่นับว่า มีประโยชน์ไม่แพ้กัน นั่นก็คือ 'เปลือกกล้วย'
1. ต้นไม้สดชื่น
หากต้นไม้ที่คุณนำมาปลูกในบ้านดูไม่สดชื่นสดใสเหมือนก่อน เพราะมีฝุ่นเกาะตามลำต้นและใบไม้เต็มไปหมด ให้นำเปลือกกล้วยมาถูบนใบไม้ให้ทั่ว เพียงไม่กี่นาทีต้นไม้ก็กลับมาเปล่งประกาย มีชีวิตชีวาเหมือนเก่าแล้ว อีกทั้งการใช้เปลือกกล้วยทำความสะอาด ยังไม่ทิ้งรอยขีดข่วน คราบหยดน้ำ หรือทำร้ายใบไม้ที่แสนจะเปราะบางของคุณด้วย
2. ปุ๋ยชั้นเยี่ยม
หากคุณกำลังจะหาปุ๋ยมาเติมในสวนของตัวเองล่ะก็ ไม่ต้องมองหาไกลเลย แค่เพียงนำเปลือกกล้วยมากองรวมกันบริเวณโคนต้นไม้ หรือใส่ในกระถาง แล้วรอวันที่เปลือกกล้วยย่อยสลายไปเท่านั้นเอง เพราะในเปลือกกล้วยมีทั้งสารโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และสารอาหารอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งมีประโยชน์กับดินเป็นอย่างมาก
3. กำจัดคราบเขม่าบนเตาแก๊ส
สำหรับคนที่ชอบทำอาหารทานบ่อย ๆ ก็ต้องมีคราบเขม่าบนเตาแก๊สมากขึ้นเป็นธรรมดา ทั้งนี้สามารถกำจัดคราบเหล่านั้นได้ โดยการนำเปลือกกล้วยถูรอบเตาแก๊ส และเน้นบริเวณที่มีเขม่าควัน จากนั้นใช้ผ้าแห้งเช็ดตามอีกครั้ง คราวนี้เตาแก๊สก็กลับมาสะอาดเหมือนใหม่ พร้อมใช้สำหรับปรุงอาหารครั้งต่อไปแล้ว
4. สมานแผล
เปลือกกล้วยไม่ได้ใช้บำรุงบ้านหรือสวนเท่านั้น แต่เอนไซม์ สารแอนตี้ออกซิแดนต์ และแร่ธาตุต่าง ๆ ในเปลือกกล้วยยังเป็นยาสมานแผลชั้นเยี่ยมอย่างที่คาดไม่ถึง แค่เพียงนำเปลือกกล้วยที่มีในบ้าน ถูรอบๆ ปากแผล ที่เกิดการการเกา รอยสิว รวมไปถึงอาการคันจากเชื้อราด้วย แต่ทั้งนี้อย่าลืมล้างยางกล้วยออกให้หมดเสียก่อน มิเช่นนั้นแผลอาจจะได้แผลเพิ่มขึ้นแบบไม่รู้ตัว
ประโยชน์ใช้สอยในบ้านก็มีอยู่พอสมควร เห็นแบบนี้แล้วทิ้งเปลือกกล้วยไม่ลงเลยล่ะ คงต้องมีติดบ้านเอาไว้บ้างแล้ว
คนไทยโบราณเชื่อว่า ข้าวเหนียวเป็นสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้ มีคุณสมบัติออกฤทธิ์ร้อน นิยมปลูกในนาลุ่มที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ หรือปลูกในที่ดอนแบบข้าวไร่ทางภาคเหนือ ข้าวเหนียวมีหลายสายพันธุ์ แต่ที่คนส่วนใหญ่นิยมมีอยู่สองสี คือ ข้าวเหนียวสีขาว และข้าวเหนียวสีดำ
ข้าวเหนียวสามารถแปรรูปไปเป็นอาหารอื่นได้ ส่วนใหญ่จะทำเป็นขนม เช่น เทศกาลตรุษจีนก็ทำขนมเข่ง เทศกาลออกพรรษาทำข้าวต้มลูกโยน ข้าวต้มผัด ข้าวหลาม ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวนึ่งกินกับส้มตำ เป็นต้น
นอกจากข้าวเหนียวจะมีประโยชน์ทางด้านอาหารแล้ว ยังมีประโยชน์ในการบำรุงร่างกายช่วยขับลมในร่างกาย สร้างสารอาหารเสริมสมรรถภาพกระเพาะอาหาร
สาวไทยเมื่อครั้งอดีต นำมาช่วยบำรุงผิวพรรณให้เนียนขึ้น โดยการนำข้าวสารเหนียวแช่ให้นุ่ม ผสมกับใบตำลึงอ่อน สัดส่วน 1 ต่อ 1 ตำให้ละเอียด นำมาพอกผิวหน้า ผิวกายทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นเพื่อช่วยลดริ้วรอยจุดด่างดำให้จางหายไป
นั่งตัวตรงผิดท่า กดทับหมอนรองกระดูก
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูก ใช้การตรวจเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ศึกษาพบว่า ท่าการนั่งตัวตรงของพนักงานตามสำนักงานต่างๆ นั้นผิดท่า ทำให้แผ่นหลังแข็งเกร็งโดยไม่จำเป็น
เขาป่าวประกาศบอกในที่ประชุมรังสีแพทย์วิทยา Ra La Re St Ni Co PU แห่งอเมริกาเหนือ ว่า ท่านั่งกับโต๊ะที่ดีที่สุด จะต้องนั่งเอนเป็นมุมประมาณ 135 องศา การนั่งผิดท่านั้น จะทำให้เกิดปวดหลังได้
แพทย์สมาคมจัดกระดูกอังกฤษ เคยศึกษาพบว่า คนส่วนใหญ่มากถึงร้อยละ 32 ล้วนแต่นั่งทำงานนานเกิน 10 กว่า ชม.ขึ้นไปทั้งสิ้น ที่ร้ายกว่าครึ่ง คือไม่ยอมลุกจากโต๊ะไป แม้แต่กินข้าวกลางวันด้วยซ้ำ ซ้ำยังมีคนอีกประมาณ 2 ใน 3 เลิกงานแล้ว กลับไปบ้านก็ยังคงไปนั่งท่าแบบนั้นต่ออีก
โฆษกรายงานที่ประชุมต่อไปว่า การนั่งตัวตรงจะทำให้หมอนรองกระดูกถูกกดทับหนักที่สุดและอาจเกิดเคลื่อนได้ แต่ถ้าเปลี่ยนมานั่งเอนทำมุม 135 องศา จะช่วยให้หมอนรองกระดูกเบาภาระลงมากที่สุด หมออาจารย์โรคกระดูกอีกท่านหนึ่งยังแนะว่า ถ้าจะให้ดีควรจะนั่งเอนเป็นมุมแค่ 120 องศาก็พอ เพราะเอนมากถึง 135 องศามันมากเกินไป จะนั่งไม่ค่อยอยู่ เพราะตัวจะลื่นไถลลงมา
โรคซึมเศร้าทำ โลกทุพพลภาพ
วารสาร “PLOS การแพทย์” ของสหรัฐฯ รายงานว่า มีการศึกษา พบว่า โรคซึมเศร้าเป็นตัวการทำให้พลโลกต้องทุพพลภาพลงมากที่สุดรองจากโรคปวดหลัง จนผู้เชี่ยวชาญพากันให้ความเห็นว่า สมควรถือเป็นปัญหาเร่งด่วนทางสาธารณสุขอันหนึ่ง
นักวิจัยได้ศึกษาโดยเปรียบเทียบกับโรคอื่น 200 กว่าโรค และการบาดเจ็บ ลงความเห็นว่า เป็นสาเหตุของการทุพพลภาพอันหนึ่ง และองค์การอนามัยโลกได้พบว่า เป็นอาการที่เป็นกันอยู่ทั่วโลก แต่ผู้ที่โชคดีมีโอกาสได้รับการรักษากลับมีเพียงน้อยนิด
อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะได้รับการถือว่าเป็นสาเหตุของความทุพพลภาพของโลกอันดับ 2 แต่ผลกระทบของมันแตกต่างผิดกันไปในแต่ละประเทศ อย่างเช่น เกิดในอัตราสูงสุดที่อัฟกานิสถาน แต่มีน้อยที่สุดที่ญี่ปุ่น
ดร.อไลว์ เฟอราริ คณะสาธารณสุขประชากร มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ หัวหน้าคณะศึกษา กล่าวว่า “โรคซึมเศร้าเป็นปัญหาใหญ่อันหนึ่ง เราควรจะสนใจมันมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เรายังจะต้องทำกันอีกมากกว่าที่จะปลุกความรับรู้และเข้าใจในเรื่องนี้ และพบหนทางรักษาในที่สุด”
“พูด 2 ภาษา” ช่วยชะลออาการ “ความจำเสื่อม”
คนที่พูดได้ 2 ภาษามีโอกาสป่วยเป็นโรคความจำเสื่อมช้ากว่าคนปกตินานหลายปี ไม่ว่าพวกเขาจะอ่านออกเขียนได้หรือไม่ก็ตาม
ผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสารประสาทวิทยาของสหรัฐฯ นับเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่ยืนยันว่า การพูดได้ 2 ภาษา (bilingualism) มีผลช่วยในการป้องกันโรคความจำเสื่อม แม้แต่ในผู้ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ทีมวิจัยได้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 648 คน ในอินเดียซึ่งล้วนแต่มีอาการความจำเสื่อมในบางรูปแบบ โดยอายุเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างคือ 66 ปี
จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า คนที่พูดได้ 2 ภาษาเริ่มมีอาการความจำเสื่อมช้ากว่า คนที่พูดภาษาเดียวราว 4 - 4 ปีครึ่ง ไม่ว่าพวกเขาจะรู้หนังสือหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ ร้อยละ 14 ของกลุ่มตัวอย่างเป็นประชากรที่ไม่รู้หนังสือ คนพูด 2 ภาษามีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์และภาวะความจำเสื่อมจากหลอดเลือดในสมองตีบช้ากว่าคนทั่วไป โดยความแตกต่างเรื่องระดับการศึกษา, เพศ, อาชีพ หรือถิ่นที่อยู่อาศัยนั้นไม่ใช่ตัวแปรสำคัญ
สุวรรณา อัลลาดี ผู้เรียบเรียงงานวิจัยจากสถาบันการแพทย์นิซามในเมืองไฮเดอราบัด กล่าวว่า “ผลการศึกษาของเราเป็นชิ้นแรกที่ยืนยันถึงประโยชน์ของการพูดได้ 2 ภาษาในกลุ่มคนที่อ่านหนังสือไม่ออก”
“ในกรณีนี้ระดับการศึกษาของบุคคลไม่สามารถใช้อธิบายความแตกต่างที่พบได้ การพูดได้มากกว่า 1 ภาษาอาจมีส่วนช่วยในการพัฒนาสมองส่วนที่ควบคุมการจัดการและความมีสมาธิ ซึ่งจะทำให้คนเกิดภาวะความจำเสื่อมช้าลง”
อย่างไรก็ดี ผลวิจัยไม่พบว่าผู้ที่พูดได้มากกว่า 2 ภาษาจะมีเกราะป้องกันความจำเสื่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
เปลือกกล้วย สารพัดประโยชน์
เมื่อเอ่ยถึง 'กล้วย' หลายๆ คน คงรู้ถึงสรรพคุณที่หลากหลาย ของผลไม้ชนิดนี้กันดีอยู่แล้ว แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งของกล้วยที่นับว่า มีประโยชน์ไม่แพ้กัน นั่นก็คือ 'เปลือกกล้วย'
1. ต้นไม้สดชื่น
หากต้นไม้ที่คุณนำมาปลูกในบ้านดูไม่สดชื่นสดใสเหมือนก่อน เพราะมีฝุ่นเกาะตามลำต้นและใบไม้เต็มไปหมด ให้นำเปลือกกล้วยมาถูบนใบไม้ให้ทั่ว เพียงไม่กี่นาทีต้นไม้ก็กลับมาเปล่งประกาย มีชีวิตชีวาเหมือนเก่าแล้ว อีกทั้งการใช้เปลือกกล้วยทำความสะอาด ยังไม่ทิ้งรอยขีดข่วน คราบหยดน้ำ หรือทำร้ายใบไม้ที่แสนจะเปราะบางของคุณด้วย
2. ปุ๋ยชั้นเยี่ยม
หากคุณกำลังจะหาปุ๋ยมาเติมในสวนของตัวเองล่ะก็ ไม่ต้องมองหาไกลเลย แค่เพียงนำเปลือกกล้วยมากองรวมกันบริเวณโคนต้นไม้ หรือใส่ในกระถาง แล้วรอวันที่เปลือกกล้วยย่อยสลายไปเท่านั้นเอง เพราะในเปลือกกล้วยมีทั้งสารโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และสารอาหารอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งมีประโยชน์กับดินเป็นอย่างมาก
3. กำจัดคราบเขม่าบนเตาแก๊ส
สำหรับคนที่ชอบทำอาหารทานบ่อย ๆ ก็ต้องมีคราบเขม่าบนเตาแก๊สมากขึ้นเป็นธรรมดา ทั้งนี้สามารถกำจัดคราบเหล่านั้นได้ โดยการนำเปลือกกล้วยถูรอบเตาแก๊ส และเน้นบริเวณที่มีเขม่าควัน จากนั้นใช้ผ้าแห้งเช็ดตามอีกครั้ง คราวนี้เตาแก๊สก็กลับมาสะอาดเหมือนใหม่ พร้อมใช้สำหรับปรุงอาหารครั้งต่อไปแล้ว
4. สมานแผล
เปลือกกล้วยไม่ได้ใช้บำรุงบ้านหรือสวนเท่านั้น แต่เอนไซม์ สารแอนตี้ออกซิแดนต์ และแร่ธาตุต่าง ๆ ในเปลือกกล้วยยังเป็นยาสมานแผลชั้นเยี่ยมอย่างที่คาดไม่ถึง แค่เพียงนำเปลือกกล้วยที่มีในบ้าน ถูรอบๆ ปากแผล ที่เกิดการการเกา รอยสิว รวมไปถึงอาการคันจากเชื้อราด้วย แต่ทั้งนี้อย่าลืมล้างยางกล้วยออกให้หมดเสียก่อน มิเช่นนั้นแผลอาจจะได้แผลเพิ่มขึ้นแบบไม่รู้ตัว
ประโยชน์ใช้สอยในบ้านก็มีอยู่พอสมควร เห็นแบบนี้แล้วทิ้งเปลือกกล้วยไม่ลงเลยล่ะ คงต้องมีติดบ้านเอาไว้บ้างแล้ว
ที่สุดแห่งความสุข เราไม่มีเรา
ในทางโลกถ้าเรามีเรา หมายถึงความรักของคนสองคน ไปไหนก็มีคนกางร่มให้ด้วย ไปไหนก็มีคนขับรถให้ มีคนคอยเปิดประตูให้ ไปกินข้าวมีคนบอกว่าน้องไม่ต้องจ่ายนะพี่จ่ายเอง เรามีเรา ในทางโลกถือเป็นสิ่งที่ดี
แต่ในทางธรรมะถ้าเรามีเราจะยุ่งทันที ความทุกข์จะเกิดจากสภาวะเรามีเรา ส่วนในทางโลกนั้นเขาถือกันว่าถ้าเรามีเราแล้ว มีความสุข แต่ละคนก็เลยพยายามจะมองหาใครสักคนหนึ่งที่ทำให้หัวใจเราเต้นโครมคราม ใครสักคนซึ่งทำให้เราหลงใหลได้ปลื้ม ใครสักคนหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าเกิดมาเพื่อเรา แล้วเราก็เกิดมาเพื่อเขา ถ้าไม่ได้ใช้ชีวิตคู่กับคนนี้นะโลกนี้ไม่มีความหมาย บางคนคิดอย่างนี้จริงๆ
ไม่นานมานี้มีข่าวหนังสือพิมพ์ มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งทะเลาะกับแฟนแล้วตัดสินใจใช้เชือกผูกคอแล้วกระโดดห้อยต่องแต่งลงตึก ก่อนจะทำอัตวินิบาตกรรมหรือฆ่าตัวตาย เธอก็ได้เขียนจดหมายถึงแฟนไว้ว่าขออภัย และทำผัดไทยไว้จานหนึ่ง เขียนไว้ในจดหมายรักฉบับสุดท้ายว่า อย่าลืมกินผัดไทยที่พี่ชอบด้วย น้องขอลา แล้วก็กระโดดตึก ตายคาที่ ใครหนอจะกล้ากินผัดไทยได้ลงคอ
นี่คือเรามีเรา เรามีเราแบบโลกๆ มองเผินๆ เหมือนจะมีความสุข ใครก็ตามที่เรารักมากที่สุด คนคนนั้นทำให้เราทุกข์มากที่สุด รักมากที่สุด กอดกันทุกคืน พอเลิกรักกันแล้วเป็นอย่างไร ทำให้เราทุกข์ได้มากที่สุดเหมือนกัน ลูกของเรา สามีของเรา ภรรยาของเรา เรารักมากที่สุด ก็ทุกข์มากที่สุด
สภาวะที่เรามีเรา ในความหมายอย่างโลกๆ คือการที่เราอยากจะมีชีวิตคู่กับใครสักคน ในความหมายทางโลกมองว่าเป็นความสุข แต่ที่จริงแล้วเป็นสุขที่เจือทุกข์ เปรียบเสมือนน้ำผึ้งบนคมมีดโกน สุข สุข ทุกข์ ทุกข์ ทุกข์ สุข ทุกข์ ทุกข์ ดังนั้นแท้จริงแล้วสภาวะเรามีเราสุขหรือทุกข์ ทุกข์ แต่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นทุกข์ เขามองเห็นแต่สุข ดังนั้นเราจึงพยายามจะแสวงหาใครอีกคนหนึ่งมารวมกับเรา จึงกลายเป็นเรามีเรา
ความทุกข์ลดลง เพราะเราไม่มีเรา
ในทางธรรมท่านบอกว่าเราไม่มีเรา ถ้าเราเข้าใจว่าเราไม่มีเราความทุกข์ในชีวิตจะหายไปครึ่งหนึ่ง และถ้าใครปล่อยวางตัวเราได้สำเร็จ แม้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของทั้งหมด ถ้ามีสี่ส่วนเราปล่อยได้เพียงหนึ่งส่วนก็คือเป็นพระโสดาบัน Co Fa DA Re CS Be Fr ความทุกข์ของเราก่อนหน้าที่จะเป็นพระโสดาบัน ยิ่งใหญ่หนักแน่นดังขุนเขาหิมาลัย แต่พอเราเข้าใจเรื่องเราไม่มีเราแล้ว ความทุกข์ยิ่งใหญ่ปานขุนเขาหิมาลัยนั้นจะลดขนาดลงเหลือเพียงเมล็ดพันธุ์ผักกาด นี่แค่หนึ่งส่วนสี่ ยังเหลือแค่เมล็ดพันธุ์ผักกาด
อยากมีความทุกข์แค่นี้ไหม ลองถามตัวเอง ขนาดความทุกข์ของเราทุกวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง เปรียบกับอะไรได้บ้าง บางคนบอกทุกข์เหมือนภูเขาไฟฟูจิ กองเป็นภูเขาเลากา บางคนทุกข์เหมือนดอยอินทนนท์ บางคนทุกข์เหมือนดอยนางนอน เป็นดอยที่อยู่เชียงราย จะมีจุดชมวิวอยู่ตรงแม่จันใกล้ๆ ดอยตุง เราเรียกว่าดอยนางนอนก็เพราะว่านางคนนี้เธอนอนมาตั้งแต่เชียงใหม่ แล้วมาจบที่แม่สายเชียงราย ถ้าเธอลุกขึ้นยืนจะสูงขนาดไหน นี่คือเปรียบความทุกข์เหมือนดอยนางนอน
แต่ถ้าเราเข้าใจเรื่องเราไม่มีเรา ความทุกข์จะลดน้อยลงมากเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด อยากให้ความทุกข์เหลือน้อยอย่างนี้ไหม ถ้าอยากก็ต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า ความทุกข์เกิดขึ้นจากอะไร
ในตัวเรามีสองกาย กายหนึ่งเป็นกายเนื้อ อีกกายหนึ่งเป็นกายใน กายเนื้อเวลาเผชิญความทุกข์เจ็บมากไหม ใครมาทุบหลังเราตุ้บ ถ้าเขาไม่เจตนา เราหันไปมองเขาขอโทษ เราเจ็บไหม ถึงเจ็บก็หายทันทีถ้าเขาขอโทษ แต่ถ้ามีใครมาตบหัวเรา ผัวะ หันไปมองแล้วเขายังยิ้มใส่หน้าเรา จริงๆ เจ็บหัวนั้นซาไปแล้ว แต่มันไปสะเทือนที่ใจ และถ้าถูกเขายิ้มเยาะอีก ยิ่งเจ็บ เจ็บนานมาก ถ้าไม่ได้เอาคืนจะอยู่อีกหลายวัน ฉะนั้นทุกๆ ครั้งที่เราถูกกระทำจะมีกายสองกายรับการกระทบ กายหนึ่งเป็นกายเนื้อและอีกกายหนึ่งเป็นกายในหรือกายใจ
คำถามก็คือแล้วกายใจอยู่ไหน กายซึ่งเป็นตัวปัญหาอยู่ตรงไหน กายนอกก็คือร่างกาย ถูกเตะ ต่อย ตี ถูกเหยียบหัวแม่เท้า ในความเป็นจริงนั้นเจ็บไม่นาน เหมือนเราเดินจงกรมอยู่ แล้วมีคนเดินมาเหยียบหัวแม่เท้าเรา เจ็บนานไหม ไม่นาน ไม่ถึงนาที เดินจงกรมอยู่กลางสนาม มดกัดเท้าเจ็บนานไหม ไม่นานเลย
คราวนี้ เอาใหม่ เดินจงกรมอยู่ดีๆ มีคนเดินมาใกล้ๆ แล้วก็เหยียบหัวแม่เท้าเรา เราหันไปมอง คุณคิดว่าคุณเป็นใคร ขอโทษเดี๋ยวนี้ อีกคนพูดว่าเรื่องอะไรต้องขอโทษ ไม่ได้เจตนาสักหน่อย แต่คุณต้องขอโทษ คุณอยากได้นามบัตรฉันไหม จะได้รู้ว่าควรขอโทษหรือไม่ควร คนอื่นๆ เดินจงกรมต่อไป แต่สองคนนี้ยืนทะเลาะกัน คนหนึ่งจะเอาคำขอโทษให้ได้ อีกคนก็ไม่ยอมขอโทษ แล้วหลังจากนั้นภายในไม่ถึงสิบนาทีก็ชกกันตรงนั้น
คำถามก็คือ ในความเป็นจริงเหยียบหัวแม่เท้านั้นมันเจ็บขนาดนั้นไหม ในทางรูปธรรมมันไม่เจ็บหรอก เจ็บก็ไม่เท่าไหร่ แต่ทำไมเขาจึงไม่ยอม เพราะว่าเขาเจ็บหัวแม่เท้าที่อยู่ข้างใน ไม่ใช่หัวแม่เท้าข้างนอก มดกัดเรา ความปวดมันแล่นเป็นริ้วเป็นริ้วขึ้นมาตามเท้า แต่ถ้าเรากำหนดว่าปวดหนอ ปวดหนอ ปวดหนอ หายไหม หาย แต่ถ้าเรามองหามด อยู่ไหน จะเอาเท้าขยี้ๆ ฉันอยู่กรุงเทพฯ ไม่เคยโดนมดกัด ขยี้ไม่เพียงแต่หนึ่งตัวที่กัดเราเท่านั้นนะ ยังมองหารังด้วย ตามไปเอาเท้าบดมดร้อยกว่าตัวดับอนาถ
มีใครสักคนเล่นกลอยู่ในตัวเรานี้ ทำให้ชีวิตเล็กๆ ของเรากว้างศอกยาววาหนาคืบ กลายเป็นตำบลกระสุนตก และเป็นรังแห่งความทุกข์ มีใครกี่คนที่รู้ว่าความทุกข์นั้นมันก่อตัวขึ้นตรงไหน น้อยคนจะรู้ เพราะว่าเขาเหล่านั้นไม่ได้เรียนอ่าน อาตโมโลยี มาจากคำว่า อาตมาบวกกับเทคโนโลยี ซึ่งแปลว่าวิทยาการ หรือศาสตร์วิชาว่าด้วย “ตัวเรา”
แต่ในทางธรรมะถ้าเรามีเราจะยุ่งทันที ความทุกข์จะเกิดจากสภาวะเรามีเรา ส่วนในทางโลกนั้นเขาถือกันว่าถ้าเรามีเราแล้ว มีความสุข แต่ละคนก็เลยพยายามจะมองหาใครสักคนหนึ่งที่ทำให้หัวใจเราเต้นโครมคราม ใครสักคนซึ่งทำให้เราหลงใหลได้ปลื้ม ใครสักคนหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าเกิดมาเพื่อเรา แล้วเราก็เกิดมาเพื่อเขา ถ้าไม่ได้ใช้ชีวิตคู่กับคนนี้นะโลกนี้ไม่มีความหมาย บางคนคิดอย่างนี้จริงๆ
ไม่นานมานี้มีข่าวหนังสือพิมพ์ มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งทะเลาะกับแฟนแล้วตัดสินใจใช้เชือกผูกคอแล้วกระโดดห้อยต่องแต่งลงตึก ก่อนจะทำอัตวินิบาตกรรมหรือฆ่าตัวตาย เธอก็ได้เขียนจดหมายถึงแฟนไว้ว่าขออภัย และทำผัดไทยไว้จานหนึ่ง เขียนไว้ในจดหมายรักฉบับสุดท้ายว่า อย่าลืมกินผัดไทยที่พี่ชอบด้วย น้องขอลา แล้วก็กระโดดตึก ตายคาที่ ใครหนอจะกล้ากินผัดไทยได้ลงคอ
นี่คือเรามีเรา เรามีเราแบบโลกๆ มองเผินๆ เหมือนจะมีความสุข ใครก็ตามที่เรารักมากที่สุด คนคนนั้นทำให้เราทุกข์มากที่สุด รักมากที่สุด กอดกันทุกคืน พอเลิกรักกันแล้วเป็นอย่างไร ทำให้เราทุกข์ได้มากที่สุดเหมือนกัน ลูกของเรา สามีของเรา ภรรยาของเรา เรารักมากที่สุด ก็ทุกข์มากที่สุด
สภาวะที่เรามีเรา ในความหมายอย่างโลกๆ คือการที่เราอยากจะมีชีวิตคู่กับใครสักคน ในความหมายทางโลกมองว่าเป็นความสุข แต่ที่จริงแล้วเป็นสุขที่เจือทุกข์ เปรียบเสมือนน้ำผึ้งบนคมมีดโกน สุข สุข ทุกข์ ทุกข์ ทุกข์ สุข ทุกข์ ทุกข์ ดังนั้นแท้จริงแล้วสภาวะเรามีเราสุขหรือทุกข์ ทุกข์ แต่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นทุกข์ เขามองเห็นแต่สุข ดังนั้นเราจึงพยายามจะแสวงหาใครอีกคนหนึ่งมารวมกับเรา จึงกลายเป็นเรามีเรา
ความทุกข์ลดลง เพราะเราไม่มีเรา
ในทางธรรมท่านบอกว่าเราไม่มีเรา ถ้าเราเข้าใจว่าเราไม่มีเราความทุกข์ในชีวิตจะหายไปครึ่งหนึ่ง และถ้าใครปล่อยวางตัวเราได้สำเร็จ แม้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของทั้งหมด ถ้ามีสี่ส่วนเราปล่อยได้เพียงหนึ่งส่วนก็คือเป็นพระโสดาบัน Co Fa DA Re CS Be Fr ความทุกข์ของเราก่อนหน้าที่จะเป็นพระโสดาบัน ยิ่งใหญ่หนักแน่นดังขุนเขาหิมาลัย แต่พอเราเข้าใจเรื่องเราไม่มีเราแล้ว ความทุกข์ยิ่งใหญ่ปานขุนเขาหิมาลัยนั้นจะลดขนาดลงเหลือเพียงเมล็ดพันธุ์ผักกาด นี่แค่หนึ่งส่วนสี่ ยังเหลือแค่เมล็ดพันธุ์ผักกาด
อยากมีความทุกข์แค่นี้ไหม ลองถามตัวเอง ขนาดความทุกข์ของเราทุกวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง เปรียบกับอะไรได้บ้าง บางคนบอกทุกข์เหมือนภูเขาไฟฟูจิ กองเป็นภูเขาเลากา บางคนทุกข์เหมือนดอยอินทนนท์ บางคนทุกข์เหมือนดอยนางนอน เป็นดอยที่อยู่เชียงราย จะมีจุดชมวิวอยู่ตรงแม่จันใกล้ๆ ดอยตุง เราเรียกว่าดอยนางนอนก็เพราะว่านางคนนี้เธอนอนมาตั้งแต่เชียงใหม่ แล้วมาจบที่แม่สายเชียงราย ถ้าเธอลุกขึ้นยืนจะสูงขนาดไหน นี่คือเปรียบความทุกข์เหมือนดอยนางนอน
แต่ถ้าเราเข้าใจเรื่องเราไม่มีเรา ความทุกข์จะลดน้อยลงมากเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด อยากให้ความทุกข์เหลือน้อยอย่างนี้ไหม ถ้าอยากก็ต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า ความทุกข์เกิดขึ้นจากอะไร
ในตัวเรามีสองกาย กายหนึ่งเป็นกายเนื้อ อีกกายหนึ่งเป็นกายใน กายเนื้อเวลาเผชิญความทุกข์เจ็บมากไหม ใครมาทุบหลังเราตุ้บ ถ้าเขาไม่เจตนา เราหันไปมองเขาขอโทษ เราเจ็บไหม ถึงเจ็บก็หายทันทีถ้าเขาขอโทษ แต่ถ้ามีใครมาตบหัวเรา ผัวะ หันไปมองแล้วเขายังยิ้มใส่หน้าเรา จริงๆ เจ็บหัวนั้นซาไปแล้ว แต่มันไปสะเทือนที่ใจ และถ้าถูกเขายิ้มเยาะอีก ยิ่งเจ็บ เจ็บนานมาก ถ้าไม่ได้เอาคืนจะอยู่อีกหลายวัน ฉะนั้นทุกๆ ครั้งที่เราถูกกระทำจะมีกายสองกายรับการกระทบ กายหนึ่งเป็นกายเนื้อและอีกกายหนึ่งเป็นกายในหรือกายใจ
คำถามก็คือแล้วกายใจอยู่ไหน กายซึ่งเป็นตัวปัญหาอยู่ตรงไหน กายนอกก็คือร่างกาย ถูกเตะ ต่อย ตี ถูกเหยียบหัวแม่เท้า ในความเป็นจริงนั้นเจ็บไม่นาน เหมือนเราเดินจงกรมอยู่ แล้วมีคนเดินมาเหยียบหัวแม่เท้าเรา เจ็บนานไหม ไม่นาน ไม่ถึงนาที เดินจงกรมอยู่กลางสนาม มดกัดเท้าเจ็บนานไหม ไม่นานเลย
คราวนี้ เอาใหม่ เดินจงกรมอยู่ดีๆ มีคนเดินมาใกล้ๆ แล้วก็เหยียบหัวแม่เท้าเรา เราหันไปมอง คุณคิดว่าคุณเป็นใคร ขอโทษเดี๋ยวนี้ อีกคนพูดว่าเรื่องอะไรต้องขอโทษ ไม่ได้เจตนาสักหน่อย แต่คุณต้องขอโทษ คุณอยากได้นามบัตรฉันไหม จะได้รู้ว่าควรขอโทษหรือไม่ควร คนอื่นๆ เดินจงกรมต่อไป แต่สองคนนี้ยืนทะเลาะกัน คนหนึ่งจะเอาคำขอโทษให้ได้ อีกคนก็ไม่ยอมขอโทษ แล้วหลังจากนั้นภายในไม่ถึงสิบนาทีก็ชกกันตรงนั้น
คำถามก็คือ ในความเป็นจริงเหยียบหัวแม่เท้านั้นมันเจ็บขนาดนั้นไหม ในทางรูปธรรมมันไม่เจ็บหรอก เจ็บก็ไม่เท่าไหร่ แต่ทำไมเขาจึงไม่ยอม เพราะว่าเขาเจ็บหัวแม่เท้าที่อยู่ข้างใน ไม่ใช่หัวแม่เท้าข้างนอก มดกัดเรา ความปวดมันแล่นเป็นริ้วเป็นริ้วขึ้นมาตามเท้า แต่ถ้าเรากำหนดว่าปวดหนอ ปวดหนอ ปวดหนอ หายไหม หาย แต่ถ้าเรามองหามด อยู่ไหน จะเอาเท้าขยี้ๆ ฉันอยู่กรุงเทพฯ ไม่เคยโดนมดกัด ขยี้ไม่เพียงแต่หนึ่งตัวที่กัดเราเท่านั้นนะ ยังมองหารังด้วย ตามไปเอาเท้าบดมดร้อยกว่าตัวดับอนาถ
มีใครสักคนเล่นกลอยู่ในตัวเรานี้ ทำให้ชีวิตเล็กๆ ของเรากว้างศอกยาววาหนาคืบ กลายเป็นตำบลกระสุนตก และเป็นรังแห่งความทุกข์ มีใครกี่คนที่รู้ว่าความทุกข์นั้นมันก่อตัวขึ้นตรงไหน น้อยคนจะรู้ เพราะว่าเขาเหล่านั้นไม่ได้เรียนอ่าน อาตโมโลยี มาจากคำว่า อาตมาบวกกับเทคโนโลยี ซึ่งแปลว่าวิทยาการ หรือศาสตร์วิชาว่าด้วย “ตัวเรา”
คู่มือเลี้ยงลูก (พิเศษ)
เปิดประสบการณ์จริงของแม่ที่ไม่เคยคิดว่าลูกพิการคือ ปัญหา ตรงกันข้าม ลูกคือกำลังใจสำคัญที่ช่วยปลดความทุกข์ เปิดทางสว่างให้กับชีวิต (แม่)
แต่กว่าจะผ่านช่วงเวลาอันมืดมน เมื่อรู้ว่าลูกรักมีภาวะความพิการเกิดขึ้นไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม พ่อแม่ต้องทำใจยอมรับ ตั้งสติ เรียนรู้เพื่อให้เกิดปัญญาและความเข้าใจรับกับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น พร้อมวางแผนในการเลี้ยงดู ดำเนินชีวิตประจำวันรวมถึงเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูแก้วตาดวงใจ
บทเรียนสร้างปัญญา
เสาวภา ธีระปรีชากุล หรือแม่นก ประธานศูนย์การเรียนรู้บ้านแม่นก กล่าวว่า พ่อแม่ ที่มีลูกพิการจะต้องเป็นทั้งครู นักจัดการ นักปฐมพยาบาล และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อการอยู่รอดของลูก ยกตัวอย่างลูกมีปัญหาเสมหะเยอะต้องดูว่า สาเหตุเกิดจากอะไร หาทางแก้ด้วยการไปขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ พยาบาล นักกายภาพ ฯลฯ
"แทนที่จะจมอยู่กับปัญหาและความทุกข์ เมื่อเห็นลูกทรมาน เราต้องมีสติเพราะถึงเวลาแล้วที่เราต้องเรียนรู้ในทุกๆเรื่องของลูก ไม่รู้ต้องถามมืออาชีพ ให้เขาสอน เพราะถ้าเราทำเป็น เราจะสามารถดูแลลูกได้เอง เพราะเป็นการพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน"
เสาวภา กล่าวว่า อยากให้พ่อแม่ทุกคนเรียนรู้ในเรื่องของลูก ไม่ว่าจะมีความพิการขนาดไหน เพราะทุกปัญหามีทางออกเสมอ ขอเพียงหมั่นเติมพลัง AG Un hi Ra BB Sc KU เติมกำลังใจสู้เพื่อลูกและสิ่งสำคัญคือความอดทนกับปัจจัยรอบด้านเหมือนกับคนตาบอด ที่ต้องเรียนรู้กับสิ่งรอบข้างตลอดเวลา หลักการง่ายๆอย่างหนึ่งก็คือจดบันทึกพัฒนาการของลูก เพื่อให้เห็นความเปลี่ยนแปลงและแนวทางการเลี้ยงดูที่เหมาะสม
"เราต้องชาชินกับคำว่า มีลูกพิการให้ได้ ทั้งๆ ที่ไม่ชอบ แต่จำเป็นต้องยอมรับความจริง พร้อมที่จะแบ่งปันความรู้ให้กับคุณแม่ที่มีลูกพิการ สามารถนำไปปรับใช้กับลูกของตนเองได้ หลักสำคัญคือการปรับเปลี่ยนทัศนคติ อย่ามองว่าการมีลูกพิการ เป็นปัญหาหรือรู้สึกอายที่มีลูกพิการ แต่ควรมองว่าลูกเป็นเด็กพิเศษที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ"
แชร์ประสบการณ์
ความพยายามของเธอประสบผลในหลายเรื่อง ก่อเกิดเป็นองค์ความรู้ จนในที่สุดเธอจึงตัดสินใจ เปิดบ้านเพื่อขยายต่อองค์ความรู้สู่พ่อแม่คู่อื่นๆ ที่มีลูกพิการเช่นกันจนกลายเป็นศูนย์เรียนรู้อย่างเป็นระบบจนถึงปัจจุบันสามารถช่วยเหลือให้คำแนะนำครอบครัวที่มีลูกพิการทางสมองจำนวนมาก
“เราพยายามทำให้ครอบครัวแต่ละครอบครัวช่วยตัวเองได้อย่างเข้มแข็ง แต่มีข้อแลกเปลี่ยนคือ เมื่อไรที่เขายืนได้แล้ว ขอให้จำความรู้สึกแรกว่า เขาทุกข์แค่ไหน แล้วเอาแรงที่มีไปช่วยคนอื่นต่อไป”
ขณะเดียวกัน โรส ซาลีน่า อเล็กซานเดอร์ แมคเคย์ คุณแม่ที่มีลูกเข้าข่ายเด็กพิเศษแสดงความเห็นว่า พ่อแม่ที่มีลูกพิการย่อมมีความทุกข์ จากอาการของลูก ไม่ว่าเป็นเสมหะ หายใจไม่ออก ชักเกร็ง ฯลฯ ทำให้ต้องเดินทางเข้าออกในโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น เพราะอาการดังกล่าว ถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาเหมือนกับการที่เป็นคนผมหยิก โครงร่างใหญ่ ไม่มีทางแก้ไขได้
โรส ผู้ร่วมก่อนตั้งศูนย์ความเข้าใจด้านบวก เกี่ยวกับความต้องการพิเศษ (The Rainbow Room) ระบุว่า สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำคือต้องตั้งสติให้ได้เร็วที่สุดและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน จะได้วางแผนเพื่อเลี้ยงดูลูกอย่างถูกต้องต่อไปในอนาคต เพราะเด็กในแต่ละช่วงวัยมีวิธีการเลี้ยงดูที่แตกต่างกัน หรือในรายที่เด็กสามารถสื่อสารและเข้าใจปัญหาของตนเองได้นั้น การพูดคุยกับลูกให้เข้าใจถึงสภาพปัญหาที่ลูกเป็นก็จะช่วยลดความกดดันให้แก่ลูกได้
"พ่อแม่ ต้องเรียนรู้ที่จะค้นหาความพิเศษของลูกให้แสดงออกมาให้สังคมได้เรียนรู้มุมมองใหม่ๆกับเด็กพิเศษ ว่าสามารถใช้ชีวิตร่วมกับเด็กปกติได้ ตรงนี้ถือเป็นความท้าทายที่คุณพ่อแม่คนไทยที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษต้องเรียนรู้ ในสหรัฐอเมริกา เด็กที่มีอาการดาวน์ซินโดรม หลายคนเมื่อโตขึ้นสามารถเข้าไปทำงานใน ซิลิคอนวัลเลย์ เป็นศูนย์กลางไอทีของโลก เพราะเขามีความพิเศษบางด้านที่คนทั่วไปไม่มี เหมาะกับโลกในยุคนี้ที่ต้องการคนที่มีความพิเศษ"
โรส ยังฝากบอกถึงคุณแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษว่า อย่าท้อแท้ เด็กทุกคนล้วนมีศักยภาพในตัวเองทั้งนั้น เพราะในโลกนี้ ไม่มีใครเหมือนกัน เพียงแต่สิ่งที่เขาแตกต่างจากเรา อาจจะเห็นชัดเจนกว่าคนอื่นๆ อย่ามองว่าเขาแตกต่าง อยากเห็นสังคมให้เกียรติซึ่งกันและกัน เชื่อในพลังความรักที่จะมีให้กับเพื่อนมนุษย์
แนวทางการดูแลเด็กพิเศษ คือ การช่วยให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้มากที่สุด เต็มตามศักยภาพของเด็กแต่ละคน เช่น การเคี้ยว การกลืน การจับช้อน การถอดเสื้อผ้า อาบน้ำ เป็นต้น ฝึกการภาพบำบัดให้สามาถทรงตัว นั่ง ยืน เดิน หรือสามารถช่วยเหลือตนเองได้มากที่สุด ฝึกพูดสื่อสาร รวมทั้งกระตุ้นการเรียนรู้ของด็กให้เกิดพัฒนาการด้านต่างๆ ด้วยกิจกรรม การเล่นภายใต้สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อพัฒนาการของเด็กอย่างสม่ำเสมอ
แต่กว่าจะผ่านช่วงเวลาอันมืดมน เมื่อรู้ว่าลูกรักมีภาวะความพิการเกิดขึ้นไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม พ่อแม่ต้องทำใจยอมรับ ตั้งสติ เรียนรู้เพื่อให้เกิดปัญญาและความเข้าใจรับกับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น พร้อมวางแผนในการเลี้ยงดู ดำเนินชีวิตประจำวันรวมถึงเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูแก้วตาดวงใจ
บทเรียนสร้างปัญญา
เสาวภา ธีระปรีชากุล หรือแม่นก ประธานศูนย์การเรียนรู้บ้านแม่นก กล่าวว่า พ่อแม่ ที่มีลูกพิการจะต้องเป็นทั้งครู นักจัดการ นักปฐมพยาบาล และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อการอยู่รอดของลูก ยกตัวอย่างลูกมีปัญหาเสมหะเยอะต้องดูว่า สาเหตุเกิดจากอะไร หาทางแก้ด้วยการไปขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ พยาบาล นักกายภาพ ฯลฯ
"แทนที่จะจมอยู่กับปัญหาและความทุกข์ เมื่อเห็นลูกทรมาน เราต้องมีสติเพราะถึงเวลาแล้วที่เราต้องเรียนรู้ในทุกๆเรื่องของลูก ไม่รู้ต้องถามมืออาชีพ ให้เขาสอน เพราะถ้าเราทำเป็น เราจะสามารถดูแลลูกได้เอง เพราะเป็นการพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน"
เสาวภา กล่าวว่า อยากให้พ่อแม่ทุกคนเรียนรู้ในเรื่องของลูก ไม่ว่าจะมีความพิการขนาดไหน เพราะทุกปัญหามีทางออกเสมอ ขอเพียงหมั่นเติมพลัง AG Un hi Ra BB Sc KU เติมกำลังใจสู้เพื่อลูกและสิ่งสำคัญคือความอดทนกับปัจจัยรอบด้านเหมือนกับคนตาบอด ที่ต้องเรียนรู้กับสิ่งรอบข้างตลอดเวลา หลักการง่ายๆอย่างหนึ่งก็คือจดบันทึกพัฒนาการของลูก เพื่อให้เห็นความเปลี่ยนแปลงและแนวทางการเลี้ยงดูที่เหมาะสม
"เราต้องชาชินกับคำว่า มีลูกพิการให้ได้ ทั้งๆ ที่ไม่ชอบ แต่จำเป็นต้องยอมรับความจริง พร้อมที่จะแบ่งปันความรู้ให้กับคุณแม่ที่มีลูกพิการ สามารถนำไปปรับใช้กับลูกของตนเองได้ หลักสำคัญคือการปรับเปลี่ยนทัศนคติ อย่ามองว่าการมีลูกพิการ เป็นปัญหาหรือรู้สึกอายที่มีลูกพิการ แต่ควรมองว่าลูกเป็นเด็กพิเศษที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ"
แชร์ประสบการณ์
ความพยายามของเธอประสบผลในหลายเรื่อง ก่อเกิดเป็นองค์ความรู้ จนในที่สุดเธอจึงตัดสินใจ เปิดบ้านเพื่อขยายต่อองค์ความรู้สู่พ่อแม่คู่อื่นๆ ที่มีลูกพิการเช่นกันจนกลายเป็นศูนย์เรียนรู้อย่างเป็นระบบจนถึงปัจจุบันสามารถช่วยเหลือให้คำแนะนำครอบครัวที่มีลูกพิการทางสมองจำนวนมาก
“เราพยายามทำให้ครอบครัวแต่ละครอบครัวช่วยตัวเองได้อย่างเข้มแข็ง แต่มีข้อแลกเปลี่ยนคือ เมื่อไรที่เขายืนได้แล้ว ขอให้จำความรู้สึกแรกว่า เขาทุกข์แค่ไหน แล้วเอาแรงที่มีไปช่วยคนอื่นต่อไป”
ขณะเดียวกัน โรส ซาลีน่า อเล็กซานเดอร์ แมคเคย์ คุณแม่ที่มีลูกเข้าข่ายเด็กพิเศษแสดงความเห็นว่า พ่อแม่ที่มีลูกพิการย่อมมีความทุกข์ จากอาการของลูก ไม่ว่าเป็นเสมหะ หายใจไม่ออก ชักเกร็ง ฯลฯ ทำให้ต้องเดินทางเข้าออกในโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น เพราะอาการดังกล่าว ถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาเหมือนกับการที่เป็นคนผมหยิก โครงร่างใหญ่ ไม่มีทางแก้ไขได้
โรส ผู้ร่วมก่อนตั้งศูนย์ความเข้าใจด้านบวก เกี่ยวกับความต้องการพิเศษ (The Rainbow Room) ระบุว่า สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำคือต้องตั้งสติให้ได้เร็วที่สุดและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน จะได้วางแผนเพื่อเลี้ยงดูลูกอย่างถูกต้องต่อไปในอนาคต เพราะเด็กในแต่ละช่วงวัยมีวิธีการเลี้ยงดูที่แตกต่างกัน หรือในรายที่เด็กสามารถสื่อสารและเข้าใจปัญหาของตนเองได้นั้น การพูดคุยกับลูกให้เข้าใจถึงสภาพปัญหาที่ลูกเป็นก็จะช่วยลดความกดดันให้แก่ลูกได้
"พ่อแม่ ต้องเรียนรู้ที่จะค้นหาความพิเศษของลูกให้แสดงออกมาให้สังคมได้เรียนรู้มุมมองใหม่ๆกับเด็กพิเศษ ว่าสามารถใช้ชีวิตร่วมกับเด็กปกติได้ ตรงนี้ถือเป็นความท้าทายที่คุณพ่อแม่คนไทยที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษต้องเรียนรู้ ในสหรัฐอเมริกา เด็กที่มีอาการดาวน์ซินโดรม หลายคนเมื่อโตขึ้นสามารถเข้าไปทำงานใน ซิลิคอนวัลเลย์ เป็นศูนย์กลางไอทีของโลก เพราะเขามีความพิเศษบางด้านที่คนทั่วไปไม่มี เหมาะกับโลกในยุคนี้ที่ต้องการคนที่มีความพิเศษ"
โรส ยังฝากบอกถึงคุณแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษว่า อย่าท้อแท้ เด็กทุกคนล้วนมีศักยภาพในตัวเองทั้งนั้น เพราะในโลกนี้ ไม่มีใครเหมือนกัน เพียงแต่สิ่งที่เขาแตกต่างจากเรา อาจจะเห็นชัดเจนกว่าคนอื่นๆ อย่ามองว่าเขาแตกต่าง อยากเห็นสังคมให้เกียรติซึ่งกันและกัน เชื่อในพลังความรักที่จะมีให้กับเพื่อนมนุษย์
แนวทางการดูแลเด็กพิเศษ คือ การช่วยให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้มากที่สุด เต็มตามศักยภาพของเด็กแต่ละคน เช่น การเคี้ยว การกลืน การจับช้อน การถอดเสื้อผ้า อาบน้ำ เป็นต้น ฝึกการภาพบำบัดให้สามาถทรงตัว นั่ง ยืน เดิน หรือสามารถช่วยเหลือตนเองได้มากที่สุด ฝึกพูดสื่อสาร รวมทั้งกระตุ้นการเรียนรู้ของด็กให้เกิดพัฒนาการด้านต่างๆ ด้วยกิจกรรม การเล่นภายใต้สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อพัฒนาการของเด็กอย่างสม่ำเสมอ
แปะก๊วย : ช่วยบำรุงสมองเพิ่มความจำ
แปะก๊วย (Ginkgo Biloba)
แปะก๊วย - พืชสมุนไพรที่ชาวจีนเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ สามารถบำบัดโรคต่างๆ ได้ ช่วยบำรุงสมอง ทำให้มีสมาธิและความจำดีขึ้น เป็นพืชที่มีการแยกต้นเป็นเพศผู้ และเพศเมีย ใบมีลักษณะคล้ายใบพัด แยกออกเป็น 2 กลีบ
สารที่สกัดได้จากใบแปะก๊วยมีหลายชนิด เช่น สาร Flavonoids, Terpenoids สารเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Free radical) เพิ่มการไหลเวียนของโลหิตไปสู่สมอง, ปลายมือปลายเท้า ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง เพราะเมื่อสมองขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง ย่อมเสื่อมสมรรถภาพและฝ่อไปในที่สุด ส่งผลต่อการทำงานและประสิทธิภาพของสมอง ทำให้เกิดการหลงลืมในผู้สูงอายุ หรือโรคความจำเสื่อม ที่เรียกว่า อัลไซเมอร์ (Alzheimer disease)
ในปัจจุบันหลายๆ ประเทศได้ให้การยอมรับถึงสรรพคุณของใบแปะก๊วยในการรักษาโรคสมองเสื่อม โดยการนำสารสกัดจากใบแปะก๊วยมารวมกับ Phospholipids ให้อยู่ในรูปของ Phytosome ซึ่งช่วยให้การดูดซับที่ผนังลำไส้เล็กดีขึ้น ทำให้ร่างกายสามารถนำเอาสารสกัดจากใบแปะก๊วยนี้มาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการนำสารสกัดดังกล่าวมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อบำรุงสมอง และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ใช้รักษาโรคความจำเสื่อม, โรคซึมเศร้า อาการหลงๆ ลืมๆ อันเนื่องมาจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอในผู้ป่วยสูงอายุ
กินทับทิม บำรุงหัวใจ ยับยั้งมะเร็ง
พูดถึง “ทับทิม” ผลกลม ๆ เมล็ดสีแดง ๆ เด็กสมัยนี้อาจะไม่ค่อยรู้จัก แต่คนรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายรู้จักกันดี โดยเฉพาะชาวจีน ซึ่งนิยมนำผลทับทิมมาไหว้พระไหว้เจ้าเพราะเชื่อว่าเป็นผลไม้มงคล เป็นสัญลักษณ์ของความเจริญงอกงามและความอุดมสมบูรณ์ (อาจเป็นเพราะทับทิมมีเมล็ดมาก มีความสวยงามและรับประทานได้) จึงมักให้ผลทับทิมเป็นของขวัญแก่บ่าวสาวในพิธีแต่งงาน เพื่อให้มีลูกหลานมาก ๆ และยังเชื่อด้วยว่า ใบและกิ่งทับทิมช่วยขับไล่ภูติผีปีศาจ ดังนั้นจึงมักนิยมปลูกต้นทับทิมไว้ในบริเวณบ้าน
แต่จริง ๆ แล้วทับทิมไม่ได้เกิดในเมืองจีนค่ะ สันนิษฐานกันว่าต้นกำเนิดของทับทิมนั้น อยู่ในแถบเอเชียตะวันตกหรือดินแดนที่เรียกกันว่าเปอร์เซีย (ปัจจุบันก็คืออิหร่าน) มีมานานหลายพันปีแล้ว เพราะปรากฏในบันทึกมากมายในสมัยนั้น เช่น เทวตำหนักกรีก การแพทย์แผนโบราณของอียิปต์ คัมภีร์ไบเบิล เป็นต้น โดยได้มีการนำทับทิมมาทำเป็นยารักษาโรค ในตำรับการแพทย์โบราณของเปอร์เซีย ระบุว่า ทับทิมมีประโยชน์มากมาย เช่น ช่วยฟอกไตและท่อปัสสาวะ ช่วยการทำงานของหัวใจและตับ เป็นยาบำรุงกำลัง ฟอกโลหิต ช่วยในการย่อยอาหารขจัดไขมันส่วนเกิน ปรับฮอร์โมนในสตรีวัยทอง ต่อต้านการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ป้องกันโรคขี้หลงขึ้ลืมและช่วยให้ผิวพรรณดี
ทั้งนี้ได้มีการศึกษาวิจัยในระยะหลัง ช่วยยืนยันถึงสรรพคุณทางยาของทับทิมไว้มากมาย ได้แก่
ในเปลือกทับทิมมีสารในกลุ่มแทนนินสูง มีสรรพคุณใช้เป็นยาแก้ท้องเดิน โรคบิด ฆ่าเชื้อแบคทีเรียหลายสิบชนิด ลดอาการอักเสบ ทั้งยังมีฤทธิ์ต่อต้าน และยับยั้งเซลล์มะเร็งได้หลายชนิดไม่ให้เพิ่มจำนวนขึ้น เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งลำไส้ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อลูกหมาก เป็นต้น
การวิจัยทางการแพทย์ของสหรัฐอเมริกา พบว่าในน้ำทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด และมีประสิทธิภาพสูงมาก สามารถลดภาวะการสะสมไขมันในผนังเส้นเลือด ป้องกันเส้นเลือดอุดตันและแข็งตัว ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดตามมา Ne Ma LE Si WR Re DA รวมทั้งทำให้เส้นเลือดที่หนาตัวและมีไขมันสะสม ซึ่งเป็นเส้นเลือดที่ไม่ดี มีความหนาตัวลดลง และลดไขมันที่สะสมลงอีกด้วย ช่วยบำรุงหัวใจในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด โดยเพิ่มการไหลเวียนที่ดีขึ้น และลดภาวะหัวใจขาดเลือดในผู้ป่วยโรคหัวใจ นอกจากนี้สารจากทับทิมยังช่วยบำรุงตับ มีฤทธิ์ป้องกันการเป็นพิษต่อตับ และยับยั้งเซลล์มะเร็งอีกด้วย
รวมถึงมีการทดลองทางเภสัชวิทยาพบว่า เปลือกหุ้มรากทับทิมมีฤทธิ์ในการขับพยาธิตัวตืด นอกจากนี้เปลือกหุ้มรากยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อได้หลายชนิด เช่น เชื้อไทฟอยด์ เชื้อวัณโรค เป็นต้น และยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อราที่ผิวหนังด้วย
ส่วนตำรับการแพทย์แผนไทยได้บอกถึงสรรพคุณของทับทิมว่า
ใบ มีรสฝาด แก้ท้องร่วง แก้บิดมูกเลือด สมานแผล ดอก มีรสฝาดหวาน ต้มดื่มแก้หูชั้นในอักเสบ บดโรยแผลที่มีเลือดออก เนื้อมีรสหวานอมเปรี้ยวเป็นยาระบายอ่อน ๆ บำรุงหัวใจ เปลือกมีรสฝาด ต้มดื่มแก้ท้องร่วง แก้บิดมูกเลือด ถ่ายพยาธิ แก้ตกขาว สมานแผล ฆ่าเชื้อโรค เปลือกราก ต้มดื่มแก้ระดูขาว แก้ตกเลือด ถ่ายพยาธิ
นอกจากนี้ทางสมุนไพรของจีนถือว่าทับทิมมีฤทธิ์เย็น รสหวานอมเปรี้ยวจึงช่วยแก้กระหาย ป้องกันโลหิตจางระงับกลิ่นปาก ลดไข้ แก้ตาอักเสบ หลอดลมอักเสบ และบำรุง
ถึงแม้จะรู้จักกันมาหลายพันปีแล้วว่า ทับทิมเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ มีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้ หลายชนิด แต่ก็ไม่ค่อยมีใครชอบกินทับทิม เหมือนผลไม้อื่น ๆ แค่นำมาใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น อาจเป็นเพราะว่าทับทิมมีเนื้อน้อยก็เป็นได้ บ้านเราจึงไม่ค่อยมีใครปลูกขาย มีแต่ปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้าน ทับทิมก็เลยกลายเป็นผลไม้หายาก ค่อนข้างมีราคาแพง แต่ปัจจุบันมีทับทิมจากประเทศจีนส่งเข้ามามาก และมีราคาถูกจึงถือเป็นโอกาสดีของผู้บ
แต่ถ้ายังหาซื้อรับประทานลำบากก็น่าจะหาต้นมาปลูกเลยก็ได้ เพราะประโยชน์คุ้มทั้งต้นใบดอกราก
สุขภาพ นมวัว กับ นมถั่วเหลือง นมไหนดีกว่ากัน
"ที่เค้าว่านมถั่วเหลืองดีอย่างโน้นอย่างนี้ แถมราคาก็ถูกกว่านมวัว แล้วอย่างนี้เราจะหันมาดื่มนมถั่วเหลืองแทนนมวัวซะเลยจะดีไหม"
คำถามนี้เคยเกิดขึ้นในใจ คุณบ้างรึเปล่า? วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยที่ว่านี้กันให้ชัด ๆ เลย
ในเรื่องของโปรตีน ถ้าทำน้ำถั่วเหลืองจากสูตร ถั่วเหลือง 1 ส่วนต่อน้ำ 8 ส่วน จะได้โปรตีนใกล้เคียงกับนมวัว คือ ดื่มนมถั่วเหลือง 1 แก้ว (200 มิลลิลิตร) จะได้โปรตีน ประมาณ 6 กรัม (นมวัว 1 แก้ว จะได้โปรตีนประมาณ 7 กรัม) แต่คุณภาพโปรตีนในนมวัวมีความสมบูรณ์ของกรดอะมิโนที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีนดีกว่าโปรตีนจากถั่วเหลืองที่มาจากพืช แต่คุณภาพของโปตีนในนมถั่วเหลือง ก็สามารถเสริมให้ดีขึ้นได้ ด้วยการเติมเครื่องต่าง ๆ อย่างที่นิยมกัน เช่น ลูกเดือย สาคู ถั่วแดงลงไป ได้ทั้งความอร่อยแถมคุณค่าของโปรตีนสมบูรณ์ขึ้น
พลังงานที่ได้จากนมวัวจะมีไขมันมากกว่านมถั่วเหลืองถึง 2 เท่า คือนม วัว 1 แก้วจะให้พลังงาน ประมาณ 170 แคลอรี่ ส่วนนมถั่วเหลืองจะให้เพียง 80 แคลอรี่ เท่านั้น แต่คนที่ดื่มนมถั่วเหลืองเติมน้ำตาลมาก จนมีรสหวานกว่านมสดรสหวาน ก็จะได้พลังงานทั้งหมดพอ ๆ กัน แม้ว่านมถั่วเหลืองจะให้แคลเซียมที่น้อยกว่านมวัว แต่ให้ธาตุเหล็กและวิตามินบีหนึ่งที่มากกว่า
เราดื่มนมถั่วเหลืองทดแทนนมวัวไม่ได้ เพราะจะมีแคลเซียมน้อยกว่านมวัวอยู่มาก แต่หากมีการเสริมแคลเซียมลงในนมถั่วเหลือง ก็เท่ากับว่าเสริมคุณค่าทางโภชนาการให้สมบูรณ์มากขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องการดื่มนมถั่วเหลืองเป็นอาหารเสริมก็ควรดื่ม วันละ 1-2 แก้ว
หากเป็นนมถั่วเหลืองธรรมดาที่ไม่ได้มีการเสริมแคลเซียม ขอแนะนำให้ดื่มนมวัวบ้างประมาณวันละ 1-2 แก้ว สำหรับผู้ใหญ่ หรือ 2-3 แก้วสำหรับเด็ก เช่นเดียวกับหญิงมีครรภ์หรือให้นมบุตร เพื่อจะได้แคลเซียมอย่างเพียงพอกับความต้องการของร่างกายในสภาวะนั้น ๆ
แปะก๊วย - พืชสมุนไพรที่ชาวจีนเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ สามารถบำบัดโรคต่างๆ ได้ ช่วยบำรุงสมอง ทำให้มีสมาธิและความจำดีขึ้น เป็นพืชที่มีการแยกต้นเป็นเพศผู้ และเพศเมีย ใบมีลักษณะคล้ายใบพัด แยกออกเป็น 2 กลีบ
สารที่สกัดได้จากใบแปะก๊วยมีหลายชนิด เช่น สาร Flavonoids, Terpenoids สารเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Free radical) เพิ่มการไหลเวียนของโลหิตไปสู่สมอง, ปลายมือปลายเท้า ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง เพราะเมื่อสมองขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง ย่อมเสื่อมสมรรถภาพและฝ่อไปในที่สุด ส่งผลต่อการทำงานและประสิทธิภาพของสมอง ทำให้เกิดการหลงลืมในผู้สูงอายุ หรือโรคความจำเสื่อม ที่เรียกว่า อัลไซเมอร์ (Alzheimer disease)
ในปัจจุบันหลายๆ ประเทศได้ให้การยอมรับถึงสรรพคุณของใบแปะก๊วยในการรักษาโรคสมองเสื่อม โดยการนำสารสกัดจากใบแปะก๊วยมารวมกับ Phospholipids ให้อยู่ในรูปของ Phytosome ซึ่งช่วยให้การดูดซับที่ผนังลำไส้เล็กดีขึ้น ทำให้ร่างกายสามารถนำเอาสารสกัดจากใบแปะก๊วยนี้มาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการนำสารสกัดดังกล่าวมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อบำรุงสมอง และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ใช้รักษาโรคความจำเสื่อม, โรคซึมเศร้า อาการหลงๆ ลืมๆ อันเนื่องมาจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอในผู้ป่วยสูงอายุ
กินทับทิม บำรุงหัวใจ ยับยั้งมะเร็ง
พูดถึง “ทับทิม” ผลกลม ๆ เมล็ดสีแดง ๆ เด็กสมัยนี้อาจะไม่ค่อยรู้จัก แต่คนรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายรู้จักกันดี โดยเฉพาะชาวจีน ซึ่งนิยมนำผลทับทิมมาไหว้พระไหว้เจ้าเพราะเชื่อว่าเป็นผลไม้มงคล เป็นสัญลักษณ์ของความเจริญงอกงามและความอุดมสมบูรณ์ (อาจเป็นเพราะทับทิมมีเมล็ดมาก มีความสวยงามและรับประทานได้) จึงมักให้ผลทับทิมเป็นของขวัญแก่บ่าวสาวในพิธีแต่งงาน เพื่อให้มีลูกหลานมาก ๆ และยังเชื่อด้วยว่า ใบและกิ่งทับทิมช่วยขับไล่ภูติผีปีศาจ ดังนั้นจึงมักนิยมปลูกต้นทับทิมไว้ในบริเวณบ้าน
แต่จริง ๆ แล้วทับทิมไม่ได้เกิดในเมืองจีนค่ะ สันนิษฐานกันว่าต้นกำเนิดของทับทิมนั้น อยู่ในแถบเอเชียตะวันตกหรือดินแดนที่เรียกกันว่าเปอร์เซีย (ปัจจุบันก็คืออิหร่าน) มีมานานหลายพันปีแล้ว เพราะปรากฏในบันทึกมากมายในสมัยนั้น เช่น เทวตำหนักกรีก การแพทย์แผนโบราณของอียิปต์ คัมภีร์ไบเบิล เป็นต้น โดยได้มีการนำทับทิมมาทำเป็นยารักษาโรค ในตำรับการแพทย์โบราณของเปอร์เซีย ระบุว่า ทับทิมมีประโยชน์มากมาย เช่น ช่วยฟอกไตและท่อปัสสาวะ ช่วยการทำงานของหัวใจและตับ เป็นยาบำรุงกำลัง ฟอกโลหิต ช่วยในการย่อยอาหารขจัดไขมันส่วนเกิน ปรับฮอร์โมนในสตรีวัยทอง ต่อต้านการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ป้องกันโรคขี้หลงขึ้ลืมและช่วยให้ผิวพรรณดี
ทั้งนี้ได้มีการศึกษาวิจัยในระยะหลัง ช่วยยืนยันถึงสรรพคุณทางยาของทับทิมไว้มากมาย ได้แก่
ในเปลือกทับทิมมีสารในกลุ่มแทนนินสูง มีสรรพคุณใช้เป็นยาแก้ท้องเดิน โรคบิด ฆ่าเชื้อแบคทีเรียหลายสิบชนิด ลดอาการอักเสบ ทั้งยังมีฤทธิ์ต่อต้าน และยับยั้งเซลล์มะเร็งได้หลายชนิดไม่ให้เพิ่มจำนวนขึ้น เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งลำไส้ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อลูกหมาก เป็นต้น
การวิจัยทางการแพทย์ของสหรัฐอเมริกา พบว่าในน้ำทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด และมีประสิทธิภาพสูงมาก สามารถลดภาวะการสะสมไขมันในผนังเส้นเลือด ป้องกันเส้นเลือดอุดตันและแข็งตัว ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดตามมา Ne Ma LE Si WR Re DA รวมทั้งทำให้เส้นเลือดที่หนาตัวและมีไขมันสะสม ซึ่งเป็นเส้นเลือดที่ไม่ดี มีความหนาตัวลดลง และลดไขมันที่สะสมลงอีกด้วย ช่วยบำรุงหัวใจในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด โดยเพิ่มการไหลเวียนที่ดีขึ้น และลดภาวะหัวใจขาดเลือดในผู้ป่วยโรคหัวใจ นอกจากนี้สารจากทับทิมยังช่วยบำรุงตับ มีฤทธิ์ป้องกันการเป็นพิษต่อตับ และยับยั้งเซลล์มะเร็งอีกด้วย
รวมถึงมีการทดลองทางเภสัชวิทยาพบว่า เปลือกหุ้มรากทับทิมมีฤทธิ์ในการขับพยาธิตัวตืด นอกจากนี้เปลือกหุ้มรากยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อได้หลายชนิด เช่น เชื้อไทฟอยด์ เชื้อวัณโรค เป็นต้น และยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อราที่ผิวหนังด้วย
ส่วนตำรับการแพทย์แผนไทยได้บอกถึงสรรพคุณของทับทิมว่า
ใบ มีรสฝาด แก้ท้องร่วง แก้บิดมูกเลือด สมานแผล ดอก มีรสฝาดหวาน ต้มดื่มแก้หูชั้นในอักเสบ บดโรยแผลที่มีเลือดออก เนื้อมีรสหวานอมเปรี้ยวเป็นยาระบายอ่อน ๆ บำรุงหัวใจ เปลือกมีรสฝาด ต้มดื่มแก้ท้องร่วง แก้บิดมูกเลือด ถ่ายพยาธิ แก้ตกขาว สมานแผล ฆ่าเชื้อโรค เปลือกราก ต้มดื่มแก้ระดูขาว แก้ตกเลือด ถ่ายพยาธิ
นอกจากนี้ทางสมุนไพรของจีนถือว่าทับทิมมีฤทธิ์เย็น รสหวานอมเปรี้ยวจึงช่วยแก้กระหาย ป้องกันโลหิตจางระงับกลิ่นปาก ลดไข้ แก้ตาอักเสบ หลอดลมอักเสบ และบำรุง
ถึงแม้จะรู้จักกันมาหลายพันปีแล้วว่า ทับทิมเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ มีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้ หลายชนิด แต่ก็ไม่ค่อยมีใครชอบกินทับทิม เหมือนผลไม้อื่น ๆ แค่นำมาใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น อาจเป็นเพราะว่าทับทิมมีเนื้อน้อยก็เป็นได้ บ้านเราจึงไม่ค่อยมีใครปลูกขาย มีแต่ปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้าน ทับทิมก็เลยกลายเป็นผลไม้หายาก ค่อนข้างมีราคาแพง แต่ปัจจุบันมีทับทิมจากประเทศจีนส่งเข้ามามาก และมีราคาถูกจึงถือเป็นโอกาสดีของผู้บ
แต่ถ้ายังหาซื้อรับประทานลำบากก็น่าจะหาต้นมาปลูกเลยก็ได้ เพราะประโยชน์คุ้มทั้งต้นใบดอกราก
สุขภาพ นมวัว กับ นมถั่วเหลือง นมไหนดีกว่ากัน
"ที่เค้าว่านมถั่วเหลืองดีอย่างโน้นอย่างนี้ แถมราคาก็ถูกกว่านมวัว แล้วอย่างนี้เราจะหันมาดื่มนมถั่วเหลืองแทนนมวัวซะเลยจะดีไหม"
คำถามนี้เคยเกิดขึ้นในใจ คุณบ้างรึเปล่า? วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยที่ว่านี้กันให้ชัด ๆ เลย
ในเรื่องของโปรตีน ถ้าทำน้ำถั่วเหลืองจากสูตร ถั่วเหลือง 1 ส่วนต่อน้ำ 8 ส่วน จะได้โปรตีนใกล้เคียงกับนมวัว คือ ดื่มนมถั่วเหลือง 1 แก้ว (200 มิลลิลิตร) จะได้โปรตีน ประมาณ 6 กรัม (นมวัว 1 แก้ว จะได้โปรตีนประมาณ 7 กรัม) แต่คุณภาพโปรตีนในนมวัวมีความสมบูรณ์ของกรดอะมิโนที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีนดีกว่าโปรตีนจากถั่วเหลืองที่มาจากพืช แต่คุณภาพของโปตีนในนมถั่วเหลือง ก็สามารถเสริมให้ดีขึ้นได้ ด้วยการเติมเครื่องต่าง ๆ อย่างที่นิยมกัน เช่น ลูกเดือย สาคู ถั่วแดงลงไป ได้ทั้งความอร่อยแถมคุณค่าของโปรตีนสมบูรณ์ขึ้น
พลังงานที่ได้จากนมวัวจะมีไขมันมากกว่านมถั่วเหลืองถึง 2 เท่า คือนม วัว 1 แก้วจะให้พลังงาน ประมาณ 170 แคลอรี่ ส่วนนมถั่วเหลืองจะให้เพียง 80 แคลอรี่ เท่านั้น แต่คนที่ดื่มนมถั่วเหลืองเติมน้ำตาลมาก จนมีรสหวานกว่านมสดรสหวาน ก็จะได้พลังงานทั้งหมดพอ ๆ กัน แม้ว่านมถั่วเหลืองจะให้แคลเซียมที่น้อยกว่านมวัว แต่ให้ธาตุเหล็กและวิตามินบีหนึ่งที่มากกว่า
เราดื่มนมถั่วเหลืองทดแทนนมวัวไม่ได้ เพราะจะมีแคลเซียมน้อยกว่านมวัวอยู่มาก แต่หากมีการเสริมแคลเซียมลงในนมถั่วเหลือง ก็เท่ากับว่าเสริมคุณค่าทางโภชนาการให้สมบูรณ์มากขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องการดื่มนมถั่วเหลืองเป็นอาหารเสริมก็ควรดื่ม วันละ 1-2 แก้ว
หากเป็นนมถั่วเหลืองธรรมดาที่ไม่ได้มีการเสริมแคลเซียม ขอแนะนำให้ดื่มนมวัวบ้างประมาณวันละ 1-2 แก้ว สำหรับผู้ใหญ่ หรือ 2-3 แก้วสำหรับเด็ก เช่นเดียวกับหญิงมีครรภ์หรือให้นมบุตร เพื่อจะได้แคลเซียมอย่างเพียงพอกับความต้องการของร่างกายในสภาวะนั้น ๆ
Subscribe to:
Posts (Atom)